ทีมนักวิจัยที่นำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกียวโต และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยผ่านวารสารวิชาการเจอร์นัล ออฟ ไวโรโลจี เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า ได้ค้นพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม “ไจแอนท์ไวรัส” ซึ่งเป็นกลุ่มไวรัสที่มีจีโนมหรือหน่วยพันธุกรรมทั้งหมดมีขนาดใหญ่กว่าขนาดจีโนมของไวรัสทั่วๆไป แต่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนเหยื่อของมันให้กลายเป็น “หิน” และตกอยู่ในภาวะ “จำศีล” ได้ ในทำนองเดียวกับปิศาจเมดูซาในเทพนิยายกรีกซึ่งสามารถทำให้ผู้ที่สบสายตากลายเป็นหิน จึงตั้งชื่อไวรัสที่พบใหม่นี้ว่า “เมดูซาไวรัส”
ตามรายงานในวารสารดังกล่าวระบุว่า ทีมวิจัยพบไวรัสชนิดนี้ในน้ำโคลนจากบ่อน้ำพุร้อนแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เมื่อตรวจสอบพบว่าสามารถจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ “ไจแอนท์ไวรัส” ได้ แต่กลับมีลักษณะอีกหลายอย่างโดดเด่น ไม่เหมือนกับไจแอนท์ไวรัสทั่วไป จนสามารถแยกวงศ์ (แฟมิลี) ออกมาใหม่ได้ ตั้งชื่อวงศ์ใหม่นี้ว่า “เมดูซาวิริเด” (Medusaviridae)
เมดูซาไวรัสที่ค้นพบใหม่นี้เพียงติดต่อไปยังสัตว์เซลล์เดียว สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่พบว่าติดเชื้อไวรัสนี้เรียกว่า “อาแคนทามีบา คาสเทลลานี” (Acanthamoeba castellanii) ซึ่งเป็นอมีบาชนิดหนึ่ง เมื่อทีมวิจัยทดลองใส่เชื้อไวรัสเมดูซาให้กับอมีบาดังกล่าวในจานทดลองในห้องปฏิบัติการ อมีบาที่ติดเชื้อถูกกระตุ้นให้พัฒนา “เปลือก” ด้านนอกที่หนาและแข็งขึ้น พร้อมกันนั้นก็ทำให้มันตกอยู่ในภาวะจำศีลหรือเรียกกันในทางวิชาการว่า ภาวะเอนซิสต์เมนท์ (encystment) ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดได้ตามธรรมชาติหากอมีบาดังกล่าวตกอยู่ภายใต้สภาวะกดดันหรือตึงเครียดสูง
ลักษณะของปฏิกิริยาของอมีบาที่ติดเชื้อนี่เองที่ทำให้ทีมวิจัยตัดสินใจตั้งชื่อไวรัสที่ค้นพบใหม่นี้ว่า เมดูซาไวรัส
เมดูซาไวรัสยังมีคุณลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกับปีศาจเมดูซาในตำนานอีกด้วย เพราะถึงแม้จะไม่มีหัวที่เต็มไปด้วยงูจำนวนมากมายเหมือนเมดูซาในตำนาน แต่ผิวด้านนอกสุดของเมดูซาไวรัสก็เต็มไปด้วยหนามที่ส่วนปลายเป็นเม็ดกลมอยู่เต็มไปหมด นับจำนวนแล้วมากกว่า 2,600 ชิ้น ราวกับพยายามจำลองแบบมาจากหัวของนางปีศาจเมดูซาอีกด้วย
คุณลักษณะหลายอย่างที่แตกต่างไปจากไจแอนท์ ไวรัสอื่นๆ ทั่วไป ทำให้ทีมวิจัยเสนอให้จำแนกเมดูซาไวรัส ออกเป็นวงศ์ใหม่ในกลุ่มไจแอนท์ไวรัสดังกล่าว
นอกจากนั้นแล้ว ทีมวิจัยยังค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกด้วย โดยเมื่อตรวจสอบทางพันธุกรรมของอมีบาที่ตกเป็นเหยื่อของเมดูซาไวรัส อย่างละเอียด ทีมวิจัยพบยีน (หน่วยพันธุกรรมย่อย) ของเมดูซาไวรัสในอมีบาที่เคยติดเชื้อด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมดูซาไวรัสเคยระบาดในหมู่อมีบาเหล่านี้มาตั้งแต่โบราณกาล จนทำให้จุลชีพทั้งสองชนิดนี้แลกเปลี่ยนยีนซึ่งกันและกันขณะที่วิวัฒนาการผ่านช่วงเวลายาวนานนั่นเอง
ทีมวิจัยเชื่อว่าลักษณะดังกล่าวทำให้การศึกษาวิจัยไวรัสชนิดนี้เพิ่มเติมจะช่วยในการเปิดเผยประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของไวรัสและเซลล์สิ่งมีชีวิตอีกด้วย

