ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ไมค์ เซนดอลล์ หัวหน้าทีมวิจัยที่องค์การวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป หรือเซิร์น บอกกับทิม เบอร์เนอร์ส-ลี วิศวกรหนุ่มชาวอังกฤษวัยสามสิบเศษ ให้หาทางหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ “แอปเปิล” รุ่นใหม่ของสตีฟ จ็อบส์ ที่เซนดอลล์ต้องการสั่งซื้อมาใช้ในงานวิจัยของตนเองเพื่อดูว่าเหมาะสมหรือไม่ก่อนตัดสินใจซื้อ
เบอร์เนอร์ส-ลี เพิ่งประสบความสำเร็จในการคิดค้นวิธีการ ที่ทำให้คอมพิวเตอร์แต่ละตัวสามารถมองเห็น เชื่อมโยงและ “พูดคุย” กันได้จากระยะไกล ด้วยระบบที่เขาเรียกว่า “ไฮเปอร์เท็กซ์ ทรานเฟอร์ โปรโตคอล” ที่รู้จักกันทั่วโลกในเวลานี้ในชื่อย่อว่า “เอชทีทีพี” (http.) ซึ่งเป็นรากฐานเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ต
ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี นำเสนอแนวคิดของตนสู่สาธารณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 มีนาคม ปี 1989 ซึ่งเป็นวันที่ถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดของเวิลด์ไวด์เว็บ อย่างเป็นทางการในเวลานี้
แต่คำขอของเซนดอลล์ ทำให้เบอร์เนอร์ส-ลี ได้คิดว่า เขาไม่รู้ “แอดเดรส” ของแอปเปิลและไม่สามารถเชื่อมต่อเพื่อดึงข้อมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่เจ้านายต้องการออกมาได้
เซนดอลล์พูดประโยคหนึ่งออกมา ที่จุดประกายความคิดเพิ่มเติมให้กับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งอินเตอร์เน็ต” หรือ “เวิลด์ไวด์เว็บ” ในเวลานี้ ด้วยการบอกว่า
“หาโปรแกรมสักโปรแกรมมาพัฒนาขึ้นสิ…ทำไมถึงไม่ใช้ไอ้ไฮเปอร์เท็กซ์ อะไรของคุณนั่นล่ะ”
ไม่นานให้หลัง เบอร์เนอร์ส-ลี เขียนซอฟต์แวร์เล็กๆ ชิ้นหนึ่งได้สำเร็จ มันทำหน้าที่ไปทำสำเนาข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหลายในเครือข่ายเพื่อใช้ในการแสดงผลออกมา ทั้งข้อความและรูปภาพเล็กๆ
นั่นคือจุดกำเนิดของ “บราวเซอร์” ตัวแรกของโลก ที่ใช้ระบบเอชทีทีพีเป็นพื้นฐาน
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ทศวรรษหลังจากนั้นคือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โลกใบใหม่ของมนุษยชาติ “โลกออนไลน์”
เบอร์เนอร์ส-ลี ไม่เพียงได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งอินเตอร์เน็ต” ยังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นอัศวินจากพระนางเจ้าเอลิซาเบธ กลายเป็น “เซอร์ทิม” และได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลที่สำคัญที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20
30 ปีให้หลัง เซอร์ทิมในวัย 63 ปี กลับมาที่เซิร์นอีกครั้งเพื่อแสดงปาฐกถาในหัวข้อ “Web@30” ผู้รังสรรค์เวิลด์ไวด์เว็บ ไม่เพียงสะท้อนทรรศนะของตนเองต่ออินเตอร์เน็ต ยังเปิดเผยถึงอินเตอร์เน็ตในฝัน ที่ตนเองพยายามผลักดันผ่านทางเวิลด์ไวด์เว็บฟาวเดชันของตนเอง
30 ปีที่ผ่านมา ผู้คนครึ่งหนึ่งของทั้งโลกใช้งานเวิลด์ไวด์เว็บ บังเกิดเว็บไซต์ขึ้นแล้ว 2,000 ล้านเว็บ โลกออนไลน์มีเศรษฐกิจขนาดมหึมาเป็นของตนเอง เอื้อประโยชน์ให้เกิดขึ้นมากมายทั้งในระดับประเทศและในระดับปัจเจกบุคคล แต่ในเวลาเดียวกันหลายต่อหลายคนก็พานพบกับความเจ็บปวดมหาศาลจากประเด็นปัญหาหลากหลายที่ผุดพรายมากขึ้นตามลำดับ อาทิ การเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อความแสดงความเกลียดชัง เป็นเครื่องมือในการละเมิดความเป็นส่วนตัว เรื่อยไปจนถึงพฤติกรรมของรัฐต่างๆ ในการใช้เว็บเป็นหนทางในการเจาะระบบ หรือก่อสงครามไม่ประกาศขึ้นบนโลกออนไลน์
รวมทั้งแม้แต่คนอีกครึ่งโลกซึ่งยังไม่สามารถแม้แต่จะเข้าถึงเวิลด์ไวด์เว็บ
เซอร์ทิมยอมรับว่า เวิลด์ไวด์เว็บที่เติบใหญ่ขึ้นมานี้ไม่ได้มีคุณลักษณะอย่างที่ต้องการหรือคาดหวังไว้ครบถ้วนเท่าใดนัก
แต่ก็ยืนยันว่า อินเตอร์เน็ตหรือเวิลด์ไวด์เว็บ ก็คือภาพสะท้อนผ่านกระจกของ “มนุษยชาติ” ซึ่งทำให้เราได้เห็นทั้ง “สิ่งดีและเลว” ได้พร้อมๆ กัน
ดังนั้น ในวาระที่เฉลิมฉลอง ก็ต้องบังเกิดความเป็นห่วง วิตกกังวลขึ้นด้วยพร้อมกันไป
ข้อเรียกร้องในวาระครบรอบ 30 ปีเวิลด์ไวด์เว็บของผู้ก่อกำเนิดโลกอินเตอร์เน็ต ก็คือ ขอให้ทุกคนช่วยกัน “ต่อสู้” เพื่อเว็บ ซึ่ง “จะเป็นวิถีการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา”
เซอร์ทิมฝากความหวังเอาไว้ว่า เวิลด์ไวด์เว็บ ฟาวเดชัน ของเขา จะสามารถผลักดันให้เกิด “สัญญาเพื่อเวิลด์ไวด์เว็บ” ขึ้นให้ได้ ดึงเอารัฐบาล บริษัทธุรกิจและพลเรือนของโลก เข้ามาให้มีบทบาทหน้าที่เพิ่มเติมในการตบแต่งเวิลด์ไวด์เว็บให้ก้าวต่อไปในทิศทางที่ดีและเอื้อให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นในอนาคต
ในหลักการว่าด้วย “สัญญาเพื่อเวิลด์ไวด์เว็บ” นั้น รัฐบาลทั้งหลายจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้, ต้องทำให้อินเตอร์เน็ตพร้อมใช้งานและต้องดำเนินทุกอย่างด้วยความเคารพในความเป็นส่วนตัว ในเวลาเดียวกันบริษัทธุรกิจทั้งหลาย ก็ต้องแสดงบทบาทให้แน่ใจได้ว่าการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตนั้นไม่แพงจนเอื้อมไม่ถึงสำหรับทุกคน, ต้องเคารพในความเป็นส่วนตัว และต้องพัฒนาเทคโนโลยีไปในทิศทางที่ยึดถือ “ประชาชน” หรือ “ผลประโยชน์ที่ดีต่อสาธารณะ” เป็นลำดับแรก
ในส่วนของพลเรือน หรือปัจเจกบุคคลทั่วไป ต้อง “สร้างสรรค์” และให้ความร่วมมือ พร้อมๆ กับเคารพในความเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ของสังคม ฯลฯ
ถึงแม้จะถูกหลายคนมองว่าเป็นความใฝ่ฝัน แต่ เซอร์ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี ยืนยันว่า เรื่องนี้จะเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นกันว่า
มนุษยชาตินั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลายล้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเชื่อและใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดหลักการเหล่านี้นั่นเอง

