หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ เปิดตัว! ทีมศ...

เปิดตัว! ทีมศิลปิน ‘เวนิส เบียนนาเล่’ หลังคัดแล้วไม่โดนใจ ต้องใช้วิธีเชิญ วงการเดือดจ่อสังคายนาสศร.

9.04.19 | 23:13 น.

เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่สำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม มีการแถลงข่าวงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 58 ณ นครเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี ในปี 2562 โดยสำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้พิจารณาเชิญภัณฑารักษ์และศิลปินเข้าร่วมงานหลังจากไม่มีผู้ผ่านการพิจารณาคัดเลือกตามที่เกิดกระแสการตั้งคำถามถึงกระบวนการและความโปร่งใสก่อนหน้านี้ กระทั่งมีการชี้แจงอย่างละเอียดเมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา พร้อมเปิดเผยด้วยว่าได้ใช้วิธีการเชิญภัณฑารักษ์ที่เหมาะสมเพื่อร่วมงานดังกล่าวแทน โดยบุคคลดังกล่าว คือ นายธวัชชัย สมคง พร้อมด้วยศิลปินอีก 3 ราย ได้แก่ นายกฤช งามสม ,นายปัญญา วิจินธนสาร และ นายสมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์

นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า ธีมในงานครั้งนี้ คือ โลกยังคงหมุนไป (The Revolving World) เนื่องจากคนไทยอยู่ในวิถีพุทธ ทั้งจารีต ขนบธรรมเนีนม โดยคอนเซ็ปต์ของงานทั้งหมดเป็น เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงทั้งไทยและตะวันตก โดยให้ความสำคัญกับ ‘เรื่องเล่า ความจริง ประวัติศาสตร์’ ที่อยู่คู่โลกมาอย่างยาวนานไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ถูกเล่าอยู่ในมิติอื่นๆด้วย

“ภาพรวมเราจะพูดถึงวิถีของไทยเป็นหลัก โดยเชื่อมโยงกับตะวันตก สิ่งสำคัญที่มองเห็นคือในเรื่องเล่า ความจริง และประวัติศาสตร์มันถูกบันทึกเผยแพร่มาหลายมิติแล้ว วันนี้ผมในฐานะภัณฑารักษ์ได้นำเรื่องเล่า ความจริงและประวัติศาสตร์มานำเสนอในรูปแบบของงานศิลปะ โดยหยิบลักษณะองค์ประกอบที่แม้แตกต่างกันแต่ก็มี ลักษณะที่ร่วมกันอยู่ด้วย ธีมในครั้งนี้เหมือนวาทกรรมที่เราชอบใช้กัน วาทกรรมนั้นอาจจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องจากอีกซีกโลกหนึ่งที่เอามาพูดและอีกซีกโลกหนึ่งเชื่อว่ามันเป็นจริง ทั้งๆที่มันอาจจะไม่เป็นจริง งานครั้งนี้เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ในวงการศิลปะ เราจะใช้พื้นที่ตรงนี้ไปประกาศแนวคิด และประกาศถึงความเป็นไทย”นายธวัชชัยกล่าว

นายสมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ศิลปิน กล่าวว่า ตนเป็นศิลปินธรรมดา ทำงานแนวนามธรรมซึ่งน้อยนักที่จะไปปรากฏและเป็นตัวแทนของศิลปินไทย โจทย์ที่ได้รับมาคือ เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์และความจริงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยมีส่วนร่วมประวัติศาสตร์กับสังคมโลก โดยมีโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญที่ญี่ปุ่นมาตั้งฐานทัพและกวาดต้อนเชลยศึกต่างชาติ มาเป็นกรรมกรสร้างทางรถไฟสายมรณะที่จังหวัดกาญจนบุรี คือสะพานข้ามแม่น้ำแคว ตนจึงนำเสนองานศิลปะที่เป็นเสมือนภาพ 2ด้าน ระหว่างภาพจริงที่ถูกวาดขึ้นกับภาพที่ถูกก็อปปี้เสมือนเป็นรูปที่อยู่คู่ขนานกัน นอกจากนี้ยังนำเสนอเรื่องของ ‘แม่นาคพระโขนง’ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่สร้างความบันเทิงในสังคมไทยมายาวนานเป็น100ปี

“อำแดงนาคมีตัวตนจริงๆในปลายรัชกาลที่ 3 และต้องมาเสียชีวิตเพราะไม่สามารถคลอดบุตรได้ ลูกๆไม่อยากให้พ่อมีภรรยาใหม่จึงแกล้งออกอุบายว่าแม่เป็นผีมีความเฮี้ยนมาก เพื่อหลอกชาวบ้านไม่ให้ยุ่งกับพ่อของตัวเอง เพราะถ้าพ่อแต่งงานใหม่ก็จะมีการแบ่งสมบัติ ต่อจากนั้นเรื่องเล่าจึงได้ผสมปนเปจนมาถึงปัจจุบัน
เรื่องเล่าเหล่านี้ทำให้วัดที่เงียบสงบอย่างวัดมหาบุศย์ ริมคลองพระโขนง กลายเป็นวัดที่ตั้งศาลแม่นาคมีผู้คนไปกราบไหว้เยอะแยะมากมาย เลยกลายเป็นความย้อนแย้ง เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นความโลภตั้งแต่การเกิดขึ้นของแม่นาคในอดีตและในยุคปัจจุบันที่ทำให้หญิงธรรมดาคนหนึ่งกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา สำหรับภาพแม่นาคที่จะแสดงในงานเวนิส เบียนนาเล่ มี 2 ชิ้น ผมพยายามที่จะถ่ายทอดเป็นแนวนามธรรม โดยทำให้เห็นว่าแม่นาคมีรูปทรงเป็นผู้หญิงอุ้มท้อง ซึ่งทำให้ภาพดูน่าสงสาร เพราะความเจ็บปวดที่คลอดบุตรไม่ได้ รูปภาพที่ออกมาเป็นสีที่แตกต่างกัน เป็นมิติหนึ่งที่เราไม่รู้ว่าชีวิตหลังความตายและจิตวิญญาณหลังความตายเป็นอย่างไร นี่คือสิ่งที่เราใช้จินตนาการและสร้างสรรค์ขึ้นมาตามหลักฐาน ความคิดที่ได้ไปหามา” นายสมศักดิ์กล่าว

Advertisement

นายปัญญา วิจินธนสาร กล่าวว่า ตนตั้งใจมานาน ว่าวันหนึ่งจะนำงานศิลปะของไทยไปเผยแพร่ยังซีกโลกตะวันตกให้ได้ โดยนำเสนอศิลปะไทย เริ่มจากผนังหอไตร วัดบางแคใหญ่ จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลาย ก่อนจะได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 2 จิตรกรรมภายในถูกเขียนขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 เรื่องราวที่ปรากฏในภาพมีความหลากหลายมาก ครอบคลุมเนื้อหาที่ตัดมาจากพุทธประวัติและชาดกต่างๆ ท่ามกลางตัวบทเหล่านี้ ตนได้สอดแทรก ‘ความเป็นอื่น’ เข้าไป

“ภาพของทหารสยามและทหารตะวันตก ปรากฏอยู่ด้านตรงข้ามและเล็งปลายกระบอกปืนเข้าหากัน สื่อถึงบริบททางสังคมการเมืองช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผมมีความสนใจจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่เริ่มรับอิทธิพลตะวันตกเข้ามาในงานศิลปะไทย และผลงานอีกหนึ่งชิ้น คือ ดราก้อนฟ็อกซ์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก ไลอ้อน ฟ็อกซ์ ของตะวันตก ที่เชื่อว่าผู้นำต้องมีพลังเหมือนสิงโต และเฉลียวฉลาดเหมือนหมาจิ้งจอก โดยผมเปลี่ยนจากราชสีห์ มาเป็นมังกร เพื่อสื่อถึงอำนาจของเอเชีย โดยนำวัสดุใหญ่ๆมาใช้ในงานชิ้นนี้ด้วย” นายปัญญากล่าวพร้อมระบุถึงปรัชญาอมตะที่แฝงอยู่คือ เวลาจะกลืนกินสรรพสัตว์ทั้งหลายและตัวของมันเอง

นายกฤช งามสม กล่าวว่า ผลงานของตน คือ ‘ตู้ประวัติศาสตร์’ ที่ผนวกทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ผสมไปกับวัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ของโลกตะวันตก เปรียบแทนบริบทประสานทางวัฒนธรรมอันเฟื่องฟูในสมัยนั้น ด้านบนของตู้โชว์ออกแบบเป็นรูปด้านหน้าอาคารสถานีรถไฟกรุงเทพหรือหัวลำโพง ,พระที่นั่งอนันตสมาคม และตึกไทยคู่ฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีประติมากรรม ‘ม้ากัณฐกะ’ และม้าโยกของเล่น ซึ่งเป็นพาหนะที่นำพามนุษย์ไปสู่จุดมุ่งหมาย

“ม้ากัณฐกะเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามโลกียะ สู่โลกุตตระ ซึ่งนำทางเจ้าชายสิทธัตถะไปสู่เส้นทางของการแสวงหาสัจธรรมของชีวิต ในขณะเดียวกันม้าโยกของเล่นซึ่งด้านบนประดับด้วยคิวปิดแบบตะวันตกสื่อถึงความรู้และความไม่รู้ของเด็กที่ยังต้องเติบโตขึ้นเรียนรู้เรื่องราวต่อไป นอกจากนี้ยังมีผลงานเล็กๆอีกหนึ่งชุด ได้แก่ กล่องของขวัญเรืองแสง ภายในบรรจุรถตุ๊กตุ๊กและรถสปอร์ตเอาไว้ เปรียบเสมือนของที่ระลึกในความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศที่อยู่ห่างไกลกันกว่าครึ่งโลก ผลงานทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักการของคู่ตรงข้าม สื่อสารมุมมองแบบสองแบบที่คล้ายคลึงและแตกต่าง แต่กลับทำให้ฉุกคิดถึงประเด็นเดียวกันได้” นายกฤช กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ในแวดวงศิลปะร่วมสมัยในขณะนี้ มีการตั้งคำถามอย่างดุเดือด โดยศิลปินบางรายเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ผลการตัดสินและความโปร่งใสอย่างเผ็ดร้อน อีกทั้งระบุว่าควรมีการตีแผ่ความจริงเพื่อประโยชน์แก่สังคม

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง http://อดีตผอ.หอศิลป์ ประท้วงกลางเวนิส หลังทวงความเป็นธรรมไม่คืบ ปมสศร.ตัดสินเทศกาลดังยังคาใจ