‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’ คมคิด ผู้สูงอายุแห่งชาติ 2562 นพ.บรรลุ ศิริพานิช
ผู้สูงอายุแห่งชาติ 2562 – เพราะความแก่ชราเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ แม้จะมีเงินไปเสริมเติมแต่งแค่ไหน สุดท้ายก็ได้แค่ชะลอความเสื่อมของร่างกาย
หากเป้าหมายปลายทางของชีวิต คือการอยากอยู่มีความสุข ไม่ว่าจะอยู่เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพแข็งแรง มีความมั่นคงทางการเงิน ตลอดจนมีลูกหลานห้อมล้อม ก็คงต้องกลับไปดูที่ต้นทางในวัยเด็ก และกลางทางในวัยทำงาน ว่าได้สั่งสมเตรียมตัวไว้อย่างไร
เป็นคำแนะนำของบุรุษท่านหนึ่ง ที่เคยออกมาเตือนถึงสถานการณ์สังคมสูงวัย เพื่อคนไทยได้เตรียมรับมือ ทว่ากลับไม่มีใครตระหนักถึงความสำคัญ บัดนี้ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นที่เรียบร้อย และยังอยู่ในปรากฏการณ์ “แก่ก่อนรวย-ยิ่งแก่ยิ่งจน” กระทั่งเมื่อเดือนธันวาคม 2561 รัฐบาลได้ประกาศสังคมสูงวัย ให้เป็น “วาระแห่งชาติ”
บุรุษท่านนั้นคือ “นพ.บรรลุ ศิริพานิช” ข้าราชการบำนาญกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย
นพ.บรรลุเล่าว่า ไม่ใช่ว่าจู่ๆ เราจะมาเป็นผู้สูงอายุได้เลย แต่ต้องผ่านช่วงเวลาหนึ่ง ที่สามารถเตรียมตัวได้ ซึ่งสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วัยเด็ก
นพ.บรรลุหวนรำลึกความหลังของตัวเอง จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด เป็นลูกคนที่ 9 ของครอบครัว ที่เกิดมาแล้วแม่เสียชีวิตด้วยภาวะตกเลือด ถูกพี่ๆ ต่อว่าและชี้ทางให้เรียนแพทย์ เพื่อมาช่วยรักษาพี่น้องและคนอื่นๆ จึงพยายามไขว่คว้าหาโอกาสด้วยตัวเอง กระทั่งสอบได้คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช และเริ่มทำงานเป็นศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราช
หลังทำงานไปสักระยะ นพ.บรรลุเกิดความรู้สึกว่าอยากกลับไปทำงานต่างจังหวัดที่ได้เติบโตมา จึงตัดสินใจเข้ารับราชการและได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นหมอในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ จ.มหาสารคาม ก่อนย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสระบุรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทั่งมาเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สธ.
หลังจากเกษียณอายุราชการ นพ.บรรลุยังคงทำงานต่อเนื่อง ครั้งหนึ่งได้รับความไว้วางใจให้ตรวจสอบทุจริตโครงการใหญ่ เช่น คดีทุจริตจัดซื้อยามูลค่า 1.4 พันล้านบาทของกระทรวง สธ. จนนำมาสู่การดำเนินคดีกับผู้บริหารระดับสูง, คดีทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งมูลค่า 8.6 หมื่นล้านบาท จนนำมาสู่การดำเนินคดีผู้บริหารระดับสูงเข้าคุกได้ ได้รับการยอมรับและไว้วางใจให้เป็น “มือปราบทุจริต”

ปัจจุบันในวัย 94 ปี นพ.บรรลุก็ยังคงทำงานในการผลักดันสิทธิผู้สูงอายุไทย การเตรียมพร้อมคนไทยเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ
“ชีวิตของผมเคยผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยนั้นมีประโยคคมๆ ที่ยังใช้ได้ในปัจจุบัน จากข้อสงสัยที่ว่าทำไมเกาะเล็กๆ อย่างอังกฤษถึงชนะสงคราม เป็นคำถามต่อนายวินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีเเห่งสหราชอาณาจักรช่วงนั้น ปรากฏว่าเขาได้ตอบอย่างคมคายว่า “Well prepare, win the war” หรือเตรียมตัวดีชนะสงคราม ผมก็นำมาผูกกับเรื่องสังคมผู้สูงอายุที่ว่า เราต่างต้องเตรียมตัวให้ดีก่อน”
แต่ที่เป็นแรงบันดาลใจศัลยแพทย์ท่านนี้ ให้มาสนใจประเด็นสังคมสูงวัยจริงๆ คือ การได้ร่วมคณะไปประชุมสมัชชาโลกว่าด้วยผู้สูงอายุ เมื่อปี พ.ศ.2525 ณ กรงุเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเขาได้มีโอกาสได้พูดคุยกับแพทย์ผู้สูงอายุท่านหนึ่งจากสวีเดน
“เขาบอกผมว่าหมอผ่าตัดช่วยคนได้น้อย เพราะต้องใช้เวลามากในการรักษาให้ได้แต่ละคน บางคนผ่าตัดไปก็ช่วยไม่ได้และตายในที่สุด แต่หมอผู้สูงอายุสามารถช่วยคนได้เยอะกว่า ตอนนั้นผมก็ยังไม่เข้าใจ กระทั่งมาวันนี้ผมเข้าใจคำพูดนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะผมเองก็ต้องหาหมอผู้สูงอายุเหมือนกัน ในการตรวจรักษา ฟังคำแนะนำการดูแลตัวเอง ตลอดจนสังเกตอาการต่างๆ ซึ่งปัจจุบันในไทยก็เริ่มมีหมอผู้สูงอายุบ้างแล้ว แต่ยังมีไม่มาก”
นพ.บรรลุเล่าด้วยรอยยิ้ม ในความทรงจำที่แม่นยำ แม้ในการพูดคุยอาจต้องใช้เสียงดังมากกว่าปกตินิดหน่อย แต่ก็ถือเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ซึ่งมีจำนวนไม่มากในประเทศไทย
นพ.บรรลุเล่าถึง การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ว่า มีด้วยกัน 3 เรื่องคือ 1.สุขภาพ แบ่งเป็นสุขภาพกาย ต้องดูแลรักษาเนื้อตัวไม่ให้เจ็บป่วย บาดเจ็บ ต้องกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และออกกำลังกาย, สุขภาพจิต ต้องรู้จักพอ ไม่ทำบาป มีสติปัญญารู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร และสุขภาพทางสังคม หมั่นเข้าสังคมพูดคุยกับคนอื่น
“จริงๆ ผมเริ่มออกกำลังกายหลังเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่การไปวิ่งที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ วันละ 40 นาที ไปทุกวันจน รปภ.ที่ประตูทางเข้าจำได้ พออายุมากหน่อยก็เปลี่ยนเป็นเดินเร็ว แต่มาระยะหลังก็ไปเดินบ้าง ส่วนใหญ่ไปดูบรรยากาศเก่าๆ ให้ชื่นใจ การออกกำลังกายสามารถลดความเครียดได้ พอเหนื่อยก็สามารถกินอะไรได้เยอะๆ ซึ่งในเรื่องอาหาร ถ้าเป็นมื้อเช้ากับกลางวัน ผมรับประทานได้หมดเหมือนคนทั่วไป จะมางดในมื้อเย็น ที่รับประทานเฉพาะผัก ผลไม้นิดๆ หน่อยๆ และมีรับประทานอาหารเจสัปดาห์ละ 1-2 วัน ทุกสัปดาห์”
อีกหนึ่งเคล็ดลับความแข็งแรง คือ “ผมจะคอยชั่งน้ำหนักทุกวัน ดูว่าน้ำหนักวันนี้อยู่ที่ 62 กิโลกรัมตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ไหม หากเกินก็ลดอาหาร หากขาดก็กินเพิ่ม พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ตลอด เพื่อรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง”
นพ.บรรลุเล่าอีกว่า 2.การทำงาน จะทำให้มีรายได้ เกิดการเก็บออม และจะเป็นการทำงานที่มีคุณค่าขึ้น หากได้ทำงานเพื่อคนอื่น เพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อม
3.ความมั่นคง แบ่งเป็นมั่นคงทางการเงิน ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะทำอะไรเดี๋ยวนี้ต้องมีเงินใช้เงิน ซึ่งเกิดได้จากการเก็บออมมา และการได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง และความมั่นคงในครอบครัว
ผู้สูงอายุจะต้องเป็นที่พึ่งให้ครอบครัว สามารถถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ที่ถูกต้องแก่ลูกหลานได้ ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในครอบครัวได้อย่างสมศักดิ์ศรี
“ผมคิดว่าสังคมผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องเตรียมตัวเอง หรือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่าไปหวังพึ่งคนอื่นมาช่วย อย่าไปหวังพึ่งรัฐบาล และอย่าอ้างว่าตัวเองขณะนี้ปากกัดตีนถีบ เงินต่อเดือนไม่พอ เตรียมตัวไม่ได้ เพราะเรื่องนี้สามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่แรกเกิด”

ก่อนจะฝากไปยังรัฐบาลให้ช่วยส่งเสริมคนไทยเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ตั้งแต่แนะนำการดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง การขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 65 ปี รับไปกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบันที่ทำให้คน 60-65 ปี ยังสามารถทำอะไรได้มากมาย ยังมีพละกำลังเยอะ แต่จะต้องไปทำระบบต่างๆ ให้รองรับทั้งหมดด้วย เช่น ระบบเบี้ยบำนาญต่างๆ ส่วนผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป จะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุให้มากกว่าปัจจุบันก็ยินดี เพื่อการดูแลผู้สูงอายุที่มากกว่า และทิ้งท้ายถึงการเตรียมประชุมสมัชชาโลกว่าด้วยผู้สูงอายุ ในปี พ.ศ.2565 ที่อยากให้ไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะได้ประโยชน์มากมายตามมา
ส่วนชีวิตจากนี้ นพ.บรรลุเล่าทั้งรอยยิ้มว่า ไม่มีอะไรต้องห่วง
“ยิ่งอายุเยอะ ผมยิ่งไม่กลัวตาย เพราะผมได้ทำพินัยกรรมไว้หมดแล้ว ได้บอกลูกหลานไว้แล้วว่าในวันที่ผมไม่ไหว ไม่ต้องมายื้อช่วยต่อชีวิต”
ติดตามข่าวบันเทิงไลฟ์สไตล์ กับ Line@มติชนนิวเจน


