ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑสถาน ฟิตซ์วิลเลียม ในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ค้นพบมัมมี่ที่มีอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบกันมาโดยบังเอิญระหว่างการเตรียมการจัดงานแสดงทางโบราณคดีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จากโลงศพโบราณย่อส่วนขนาดเล็กที่ค้นพบมายาวนานกว่าศตวรรษ แต่เข้าใจมาตลอดว่า โลงศพมัมมี่ย่อส่วนดังกล่าวถูกใช้เป็นภาชนะสำหรับบรรจุอวัยวะภายในของมัมมี่เท่านั้นเอง
โลงศพย่อส่วนดังกล่าวนั้น สำนักวิชาการโบราณคดีแห่งอังกฤษค้นพบในการขุดค้นที่เมืองกิซา เมื่อปี 1907 และมอบให้ฟิตซ์วิลเลียมเก็บรักษาไว้เรื่อยมาตั้งแต่ปีเดียวกันนั้น ตัวโลงทำจากไม้ซีดาร์ขนาดยาว 44 ซม. จัดทำแบบย่อส่วนจากโลงมัมมี่ทั่วไปทุกประการ พร้อมกับมีการแกะสลักลวดลายที่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ระบุว่าเล็กและละเอียด จนน่าจะสร้างความยุ่งยากให้กับศิลปินผู้แกะสลักมากมายไม่ใช่น้อย โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่าน่าจะมาจากยุคตอนปลายของอียิปต์ ช่วงเวลาที่เป็นไปได้คือระหว่าง 644 ปี ถึง 525 ปีก่อนคริสตกาล
ตลอดระยะเวลาที่เก็บรักษาเรื่อยมา ทางภัณฑารักษ์ทั้งหลายของพิพิธภัณฑ์เชื่อว่าภายในบรรจุอวัยวะภายในต่างๆ ที่ถูกนำออกมาจากร่างระหว่างกระบวนการทำมัมมี่ แต่เมื่อตรวจสอบใหม่อีกครั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาอันเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการจัดแสดงนิทรรศการโบราณคดี “เดธ ออน เดอะ ไนล์” เนื่องในวาระครบรอบ 200 ปีของพิพิธภัณฑ์กลับพบว่า ภายในโลงไม้ดังกล่าวมีห่อผ้าขนาดเล็กห่อมิดชิดอยู่ภายใน เคลือบชั้นนอกด้วยเรซิน (ยางไม้) เหลวสีดำ
เมื่อนำไปเอกซเรย์ ผลที่ได้ไม่ชัดเจนนัก แค่เห็นเป็นเค้าลางๆ ว่าในห่อผ้าดังกล่าวมีกะโหลกขนาดเล็กอยู่ ดังนั้นทีมวิจัยจึงนำเอาห่อผ้าขนาดเล็กดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โทโมกราฟี สแกน หรือเครื่องซีทีสแกน ผลลัพธ์ที่ได้จึงชัดเจนว่าห่อผ้าภายในโลงไม้ย่อส่วนนี้มีโครงกระดูกขนาดเล็กมากอยู่ ลักษณะเป็นโครงกระดูกทารกขณะเสียชีวิต อายุน่าจะอยู่ที่ประมาณ 16-18 สัปดาห์ เนื่องจากผู้เป็นมารดาเกิดแท้งขึ้นมาก่อนครบอายุครรภ์
ภาพที่ได้จากเครื่องซีทีสแกนแสดงให้เห็นว่า ทารกดังกล่าวพัฒนาจนมีนิ้วมือนิ้วเท้าครบทั้ง 5 นิ้วแล้ว เห็นความยาวของกระดูกขาและแขนได้ชัดเจน แต่ไม่สามารถบอกเพศได้ เช่นเดียวกับที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการแท้งได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นจริง
ที่น่าสังเกตก็คือ แขนทั้งสองของมัมมี่ทารกถูกจัดให้อยู่ในลักษณะวางไขว้กันเหนืออก ถือเป็นการจัดท่าทางอย่างประณีต เมื่อพิจารณาร่วมกับความละเอียดของการแกะสลักภายนอกโลงแล้ว แสดงให้เห็นว่าชาวอียิปต์โบราณให้ความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อพิธีฝังศพทารกรายนี้ จูลี ดอว์สัน หัวหน้าแผนกทะนุบำรุงของพิพิธภัณฑ์ชี้ให้เห็นว่า ความระมัดระวัง เอาใจใส่ในการเตรียมการกลบฝังแสดงให้เห็นชัดเจนถึงการให้ความสำคัญต่อคุณค่าของชีวิต แม้ในห้วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นก็ตาม
การประกอบพิธีฝังและทำมัมมี่ให้กับศพทารกซึ่งอายุยังไม่ครบกำหนดคลอดเช่นนี้ เคยมีการค้นพบแล้วก่อนหน้านี้ โดยภายในโลงศพของฟาโรห์ ตุตังคามุน มีศพทารกตายก่อนคลอด 2 ศพซึ่งผ่านกระบวนการทำเป็นมัมมี่ บรรจุอยู่ด้วยกัน โดยมีอายุราว 25 สัปดาห์ และ 27 สัปดาห์
นอกจากนั้นทางนักโบราณคดียังเคยค้นพบมัมมี่ทารกเสียชีวิตก่อนคลอดอีก 2-3 รายที่ถูกนำมาประกอบพิธีกลบฝังตามประเพณีอีกด้วย

