หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที สารพัดเทคโนโล...

สารพัดเทคโนโลยี ของโทรทัศน์ยุคใหม่

28.04.19 | 15:05 น.

ใครก็ตามที่ไปยืนอยู่หน้าร้านขายเครื่องรับโทรทัศน์หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าทีวี ในเวลานี้ เป็นต้องออกอาการงงกับสารพัดตัวย่อทั้งหลายทุกคนไป มีให้เห็นตั้งแต่ Ultra HD, UHD, 4K เรื่อยไปจนถึง OLED, LED สารพัดอย่าง พยายามสอบถามพนักงานขายก็ได้รับรู้แกนๆ อย่างที่เขาต้องการให้ได้รับรู้เท่านั้นเอง

ตัวย่อภาษาอังกฤษเหล่านี้ เป็นสัญลักษณ์แทนเทคโนโลยีที่ผู้ผลิตโทรทัศน์แต่ละรายพยายามสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อพัฒนาคุณภาพในการนำเสนอภาพเนื้อหาออกมาทางหน้าจอให้ดีที่สุด โดยหลักๆ เฉพาะที่สำคัญๆ แล้ว มีอยู่เพียง 2 กลุ่มเท่านั้นเองครับ ไม่ยากต่อการทำความเข้าใจเท่าใดนัก

กลุ่มแรกเป็นเทคโนโลยีของตัวจอที่ใช้ในการแสดงภาพ ตัวอย่างเช่น LCD หรือ LED และ OLED นี่แหละครับคือเทคโนโลยีในการทำให้ปรากฏภาพขึ้นมาบนหน้าจอ

อีกกลุ่มหนึ่งเป็นเรื่องของความละเอียดของภาพ ที่ผู้ผลิตเลือกใช้กันหลากหลายดีมาก อาทิ Ultra HD, UHD, QHD, QFHD เป็นต้น ในขณะที่บางรายก็เลือกที่จะบอกกันแบบตรงไปตรงมาอย่างเช่น 2160p

จริงๆ แล้ว ทั้งหมดนั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องนั้น สามารถแสดงภาพที่มีความละเอียดสูงถึงระดับ 4K นั่นเอง

Advertisement

แล้ว 4K ที่ว่านี้คืออะไร 4K ก็คือมาตรฐานในการถ่ายทำภาพยนตร์หรือวิดีโอ ที่มีค่าความละเอียด หรือ resolution สูงถึงระดับ 4096×2160 พิกเซลนั่นเอง ที่เรียกว่า 4K เพราะค่าดังกล่าวสูงกว่าเป็น 4 เท่าของค่าความละเอียด (หรือคมชัด) เดิมของวิดีโอ หรือภาพยนตร์ ที่ถ่ายทำกันที่ 1998×1080 พิกเซล ที่เรามักเรียกกันว่าวิดีโอ 1080p หรือวิดีโอ HD หรือตอนนี้หลายคนพาลเรียกว่า 2K นั่นเอง

นัยสำคัญของ 4K ก็คือ การที่ภาพมีความละเอียดหรือมีพิกเซล (เม็ดสีสำหรับการสร้างภาพ) เพิ่มมากขึ้นเป็นสี่เท่าของความละเอียดของภาพเดิม ซึ่งทำให้เมื่อขยายขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นแล้วยังคงความคมชัดอยู่ได้ ผิดกับความละเอียดที่ 1080p ที่หากขนาดหน้าจอเกิน 65 นิ้วเมื่อไหร่ความคมชัดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดในทันที

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะค่า resolution ถูกจำกัดไว้คงที่ เมื่อหน้าจอใหญ่ขึ้น จำนวนพิกเซลต่อนิ้วก็จะลดลง หรือพูดอีกอย่างได้ว่าช่องว่างระหว่างเม็ดพิกเซลขยายเพิ่มขึ้น ต้องทำให้เม็ดสีใหญ่ขึ้นเพื่อให้เต็มช่องว่าง ทำให้ความคมชัดลดลงนั่นเอง

ตัวย่อที่น่าสนใจอีกตัวคือ HDR สร้างความงงให้เกิดขึ้นได้มากไม่น้อย ถึงกับเคยมีคนถามผมว่า HDR กับ 4K ควรเลือกอันไหน อะไรคมชัดกว่ากัน?

HDR ย่อมาจากคำว่า High Dynamic Range ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความละเอียด หรือ resolution ของภาพ แต่เป็นค่าความห่างระหว่างสีขาวกับสีดำของภาพ หรือที่เราเรียกกันว่า ค่าคอนทราสต์นั่นเอง เทคโนโลยี HDR เป็นการยืดระยะห่างระหว่างสีขาวกับดำ หรือขยายหรือแก้ไขค่าคอนทราสต์ให้สูงขึ้นหรืออยู่ในระดับที่ถูกต้อง ทำให้ค่าสีขาวในภาพไม่ทำให้ภาพมัวลง หรือค่าสีดำทำให้ภาพมืดจนขาดรายละเอียดนั่นเอง

ที่สำคัญก็คือ HDR สามารถนำมาใช้เสริม 4K ได้ แต่ไม่สามารถใช้แทน 4K ได้ครับ ดังนั้นโทรทัศน์ 4K สามารถเป็นโทรทัศน์ HDR ได้ แต่โทรทัศน์ HDR ไม่ได้เป็นโทรทัศน์ 4K ทุกเครื่องนั่นเอง

หมดจากเรื่องเทคโนโลยีภาพ ก็เป็นเทคโนโลยีของจอ พัฒนาการของเทคโนโลยีจอนั้นอย่างที่เรารู้กันว่าเริ่มกันมาตั้งแต่เป็นจอแก้ว ซึ่งเรียกกันในทางเทคนิคว่าจอซีอาร์ที (CRT) เรื่อยมาถึงจอพลาสมา แล้วก็เป็น LCD แล้วตอนนี้ก็เป็น LED กับ OLED กัน

OLED เป็นเทคโนโลยีที่แอลจี อีเลคทรอนิคส์ แห่งเกาหลีใต้พัฒนาขึ้นมาเมื่อ ปี 2556 นี่เอง จึงถือเป็นเทคโนโลยีจอแสดงผลล่าสุดเท่าที่มีอยู่ครับ

OLED ย่อมาจากคำว่า Organic Light-Emitting Diode เป็นเทคโนโลยีที่ใช้การทำงานของส่วนประกอบสารอินทรีย์ที่เปล่งแสงเองได้เมื่อได้รับพลังงานไฟฟ้า มีลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มที่ประกอบไปด้วยเม็ดพิกเซลมากกว่า 8 ล้านพิกเซล ซึ่งในแต่ละเม็ดพิกเซลกำเนิดแสงหรือเปิดปิดแสงได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ โดยไม่ต้องใช้แสง backlight หรือตัวกำเนิดแสง เหมือนกับทีวี LCD ที่ใช้หลอด LED ขนาดเล็กเป็นตัวกำเนิดแสง (backlight) ทำให้สามารถสร้างมิติความดำสนิทได้ลึกล้ำกว่าปิดเม็ดพิกเซลได้เฉพาะจุด แสดงเฉดสีได้แม่นยำครบทุกเฉดสีทั้งฉากมืดและฉากสว่าง สร้างคอนทราสต์สูงสุดแบบ Infinite Contrast ซึ่งจะเกิดขึ้นได้บนจอที่ควบคุมแสงได้เองแบบทีวี OLED เท่านั้น

แม้ว่าทีวี LCD จะมีการพัฒนาวิธีในการจัดเรียงหลอด LED เรียงตัวแบบแนวนอน In-Plane Switching (IPS) หรือนำเทคโนโลยีอื่นๆ มาใช้เสริมประสิทธิภาพในการแสดงภาพ แต่ก็ยังคงมีแสงรบกวนจาก backlight จนไม่สามารถสร้างมิติความดำไร้ที่ติหรือสีสันที่แม่นยำได้

แอลจียังอ้างว่า ความเร็วในการเปิด-ปิดของแต่ละเม็ดพิกเซลในทีวี OLED ที่เรียกกันว่า response time ซึ่งอยู่ที่ 0.001 มิลลิวินาที เร็วกว่าทีวีแบบ LED ถึง 1,000 เท่า ทำให้สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่นคมชัด และยังมีองศาการรับชมที่กว้างถึง 180 องศาโดยที่ภาพหรือสีไม่ผิดเพี้ยน

การตัด backlight ออกไปยังทำให้หน้าจอบางลง น้ำหนักเบากว่าและที่สำคัญที่สุดคือกินไฟน้อยกว่ากันด้วยอีกต่างหากครับ