‘เทค โคลด์วอร์’ เมื่อโลกต้อง’เลือกข้าง’
ทิ้งท้ายไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วถึง “สงครามเย็นทางเทคโนโลยี” ไม่ขยายความต่อเดี๋ยวจะค้างคาอยู่ในใจหลายคน
ผมเล่าเอาไว้ว่า ในทันทีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคลื่อนไหวเล่นงานหัวเว่ย สาหัสชนิดกีดกันออกจากวงการเทคโนโลยีและโทรคมนาคมระดับโลกไปเลยนั้น ผู้เชี่ยวชาญในวงการหลายคนเห็นตรงกันว่า สงครามเย็นทางเทคโนโลยีที่หวั่นๆ กันมานานเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ภายในไม่ช้าไม่นาน เราก็ได้เห็นกันว่า บรรดาบริษัทเทคโนโลยีที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับโลก อย่างเช่น กูเกิล บริษัทในเครือ อัลฟาเบท อิงค์. ก็ยกเลิกไลเซนซ์ แอนดรอยด์ ที่เคยให้กับหัวเว่ย พร้อมเลิกสัมพันธ์ทางธุรกิจอีกหลายอย่างไปในคราวเดียวกัน
เมื่อกูเกิลจุดชนวน เรื่องก็ลามออกไปอย่างรวดเร็ว บริษัทโทรคมนาคมในญี่ปุ่น, อังกฤษและไต้หวัน ก็ยุติรับออเดอร์สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ของหัวเว่ยตามมา ไมโครซอฟท์ คอร์ป. ดึงอุปกรณ์พะยี่ห้อหัวเว่ยออกจากชั้นในแฟล็กชิป สโตร์ รวมทั้งในแคตตาล็อกออนไลน์ เออาร์เอ็ม โฮลดิง ที่ ซอฟต์แบงก์ กรุ๊ปแห่งญี่ปุ่นเป็นเจ้าของอยู่ ไม่เพียงระงับการรับออกแบบชิปประมวลผลให้เท่านั้น ยังสั่งระงับการยินยอมให้หัวเว่ยได้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ในส่วนของการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์ด้วยอีกต่างหาก
ถัดมาไม่นาน หัวเว่ยก็ถูกดีดออกจากสมาคมพันธมิตรทางเทคโนโลยีอีกหลายแห่ง ถึงขนาดในที่สุดก็ใช้หน่วยความจำ เอสดี การ์ด ภายในสมาร์ทโฟนของตัวเองก็ไม่ได้
ทิม คัลแพน อธิบายเอาไว้ในบทความแสดงความคิดเห็นผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์กเอาไว้ว่า การขีดเส้นกั้นทำนองเดียวกันนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงธุรกิจ อุตสาหกรรม ที่ตัดสินใจกันด้วยเหตุผลทางธุรกิจ แต่ในที่สุดก็จะขยายวงคืบคลานขึ้นสู่ระดับประเทศ ทำให้การตัดสินใจในทางธุรกิจและการลงทุนใดๆ ในประเทศ กลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศขึ้นมา
เทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา ยังคงจะเป็นผู้นำของโลกอยู่ต่อไป แต่จะอยู่ต่อไปได้นานอีกแค่ไหน? คือคำถามสำคัญที่ทุกคนอยากรู้คำตอบมาก เพราะจีนกำลังกระชั้นเข้ามาแบบหายใจรดต้นคอกันแล้ว
ในช่วงที่ผ่านมา เทคโนโลยีของจีนแพร่หลายไปในหลายประเทศ ว่ากันว่า เครือข่ายการสื่อสารไร้สาย 4จี ของหัวเว่ย คือเครือข่ายการสื่อสาร 4จี ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังแสดงให้เห็นตลอดมาว่า เต็มใจที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย พัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศตน เหมือนที่ครั้งหนึ่งสหรัฐอเมริกาเคยทำแบบเดียวกัน
นี่ยังไม่นับสาธารณูโภครอบด้านสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ที่จีนนำเสนอภายใต้โครงการที่เรียกว่า “ความคิดริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (บีอาร์ไอ) นั่นเอง
จีนไม่เพียงเต็มใจ ยังมีเทคโนโลยีที่พัฒนาผ่านบริษัทอย่าง หัวเว่ย แซดทีอี ที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนทางการเงินไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมจากรัฐบาล ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ จีนมีเงิน ไม่น้อยเสียด้วย
ในแวดวงเทคโนโลยียอมรับกันอย่างไม่มีปัญหาว่า เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย 5จี หัวเว่ยได้รับการยอมรับว่า นำหน้าชาติอื่น รวมทั้งสหรัฐอเมริกาอยู่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ยังลงทุนด้านวิจัยและการพัฒนาอยู่ในระดับสูงสุดเป็นลำดับที่ 5 ของโลก เหนือกว่าบริษัทอเมริกันอย่าง อินเทล หรือ แอปเปิล อิงค์. ด้วยซ้ำไป
ผลก็คือ ในเวลานี้หัวเว่ยเป็นเจ้าของสิทธิบัตรเทคโนโลยีที่เป็น “แกน” ของเครือข่ายไร้สาย 5จี มากถึง 16,000 สิทธิบัตร คิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก มากกว่าสิทธิบัตรเทคโนโลยีเดียวกันของบริษัทอเมริกันทั้งหมดรวมกันด้วยซ้ำไป
แต่ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่ง ตกลงใจรับเอาการพัฒนาเครือข่ายเหล่านี้จากจีนไปติดตั้งใช้ ก็มีโอกาสสูงมากขึ้นที่จะถูกตัดขาดจากเทคโนโลยีและผลผลิตทางเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้ข้ออ้าง “ความมั่นคงแห่งชาติ”
สุดท้ายปัญหาก็จะตกอยู่กับแต่ละประเทศ ผู้นำของชาติกำลังพัฒนา ที่ไม่มีขีดความสามารถเป็น “เจ้าของ” เทคโนโลยีทั้งหลายที่ “ต้องเลือก” ว่าจะยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง
ประเทศที่ต้องปวดหัวกับการเลือกข้างที่ว่านี้มากที่สุดและเร็วที่สุด ก็เป็นประเทศอย่าง เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ที่ลงนามความตกลงไว้กับ ไชนา เทเลคอม คอร์ป. ของจีนรวมกันแล้วกว่า 10 ฉบับ เพื่อพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคมของตนเอง
แต่ไม่ช้าไม่นาน ประเทศอื่นๆ ก็ต้องตัดสินใจเช่นเดียวกันครับ ถ้าสถานการณ์ทุกอย่างยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นอยู่

