มนุษย์เราส่วนใหญ่ หรือว่าไปคือแทบทั้งหมด ที่ดำเนินชีวิตด้วยการยึดอะไรสักอย่าง หรือบางอย่างเป็นหลักในการดำเนินไปในโลก
อาจจะเป็นความคิดในทำนอง เพื่อสร้างฐานะ สร้างความร่ำรวย เพื่อศักดิ์ศรี เกียรติยศ หรือกระทั่งเพื่อความสุข
หรือกระทั่งเพื่อโลกหน้า เพื่อสวรรค์วิมานทิพย์ หรืออะไรก็ตาม
ด้วยหลักที่ยึดไว้ เมื่อต้องสัมพันธ์กับอะไร หรือวิสาสะกับใครก็ตาม กระบวนการสัมพันธ์นั้นจะไปตามทิศทางที่หลักยึดชี้นำ
หากหลักอยู่ที่การสร้างฐานะเพื่อความร่ำรวย คำถามที่เกิดขึ้นในใจจะวนอยู่กับสิ่งที่กำลังทำว่ามีประโยชน์อะไรหรือไม่ จะได้หรือเสีย
หลังจากนั้นกระบวนการตอบรับ ปฏิเสธ ยินดีปรีดา กระโดดเข้าใส่ หรือหลบเลี่ยง หลีกหนีจะเกิดขึ้นตามการประเมินนั้น
หลักยึดอื่นก็เช่นเดียวกันนี้
แม้ว่าบางคนหลักยึดจะแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ อย่างเช่นทำงานก็เพื่อความร่ำรวย เที่ยวเตร่ก็เพื่อความสนุกสนาน อยู่ในสังคมก็เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ ความนับหน้าถือตา อยู่คนเดียวก็เพื่อทบทวนหาความรู้ความเข้าใจ
เหมือนกับไม่ยึดกับอะไรตายตัว
แต่นั่นก็ยังเป็นชีวิตที่เคลื่อนไหวด้วยการต้องยึดอะไรสักอย่างสองอย่างอยู่ดี
เนื่องจากหลักยึดนั้น แม้จะมองได้ในส่วนที่ดีว่าทำให้ชีวิตมีเป้าหมาย ไม่ลอยเรื่อยเปื่อย ทำอะไรก็รู้ว่าเพื่ออะไร
แต่ในอีกทางหนึ่งหลักยึดนั้นเองที่จะเป็นต้นทางที่ทำให้เกิดแรงเสียดทานในการดำเนินชีวิต
เพราะเมื่อยึดอะไรไว้สักอย่าง ชีวิตที่ต้องดำเนินไปตามนั้น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความพยายามในบรรลุผล และในความพยายามนั้นเองย่อมต้องฝ่าด่าน หรือทะลุทะลวงกับอุปสรรครอบด้าน
หนีไม่พ้นต้องเป็นชีวิตที่ต้องเผชิญแรงเสียดทาน มากบ้างน้อยบ้าง หนักบ้างเบาบ้าง ใหญ่เล็กไปตามสภาวะระหว่างเป้าหมายอันเกิดจากหลักยึด กับสภาพแวดล้อมว่าเป็นอุปสรรค หรือหนุนเสริมมากน้อยแค่ไหน
ความสำเร็จอันจะนำมาซึ่งความสุข กับความล้มเหลวอันนำมาซึ่งเศร้าเซ็ง
เป็นผลของความสามารถในการฝ่าแรงเสียดทานนั้น
นี่เป็นวิถีของโลก ที่ในทางธรรมเรียกว่าเส้นทางแห่งทุกข์
หากเกิดความเบื่อหน่ายที่จะเดินในทางนี้
อีกหนทางหนึ่งซึ่งศาสดาชี้ให้รับรู้ไว้ว่ามีอยู่
หนทางที่พ้นไปเสียจากการต้องเผชิญกับทุกแรงเสียดทาน ไม่ว่ามากว่าน้อย
ครูบาอาจารย์บอกว่า หนทางนีี้เข้าไปร่วมเดินไม่ยาก
แค่ยากตรงที่การตัดสินใจว่าจะไปร่วมเดิน
จันทร์รอน

