อคติบนคราบน้ำตา ตระหนักรู้ ‘เลือกปฏิบัติ’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

11.06.19 | 11:05 น.

อคติบนคราบน้ำตา ตระหนักรู้ ‘เลือกปฏิบัติ’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

เลือกปฏิบัติ – รัฐธรรมนูญ (รธน.) ระยะหลังๆ จนถึงที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ระบุให้คนไทยมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ทว่าในความเป็นจริง กลับมีคนไทยอีกมากถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะการสมัครเข้าทำงาน สมัครเข้าเรียน ตลอดจนใช้ชีวิตและบริการทางสังคมต่างๆ

ถือเป็น “เรื่องไม่ธรรมดา” ที่ถูกปฏิบัติจนหลายคนมองเป็น “เรื่องธรรมดา”

สร้างความสูญเสียทางทรัพยากรมนุษย์และระบบเศรษฐกิจไทย จนต้องมีการรณรงค์เรียกร้อง “ไม่เอาการเลือกปฏิบัติ” และจัดนิทรรศการ ดินแดนแสนล้านการเลือกปฏิบัติ จัดโดย มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ และภาคีเครือข่าย ณ เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ

นางสาวสุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ เล่าว่า รธน.2560 ที่ใช้ในปัจจุบัน มาตรา 27 ระบุไว้ว่าบุคคลมีสิทธิ เสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน แต่ไม่เคยมีกฎหมายมารองรับ ทำให้คนหลายกลุ่ม ตั้งแต่ผู้หญิง คนหลากหลายทางเพศ คนพิการ คนสูงวัย ตลอดจนประชากรเปราะบางต่างๆ ถูกเลือกปฏิบัติ เราจึงร่วมกับภาคีเครือข่ายในการยกร่างกฎหมายภาคประชาชนที่จะมารองรับดังกล่าว มีชื่อว่า “ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ….”

Advertisement

ร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติฯ มีทั้งสิ้น 62 มาตรา จากจุดตั้งต้นที่เริ่มศึกษากฎหมายการขจัดการเลือกปฏิบัติของต่างประเทศโดยแวดวงนักวิชาการ จากนั้นก็ให้ผู้ทำงานที่เกี่ยวข้องแต่ละด้านได้ประมวลสภาพปัญหาการเลือกปฏิบัติ จนพบจุดร่วมที่คนแต่ละกลุ่มถูกเลือกปฏิบัติเหมือนกันมากที่สุดคือ การทำงาน การศึกษา การใช้ชีวิต และใช้บริการทางสังคมต่างๆ ในร่างกฎหมายจึงระบุชัดเจนถึงการไม่ให้เลือกปฏิบัติอย่างครอบคลุม ตั้งแต่เหตุความแตกต่างเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ภาษา เพศ เพศสภาพ เพศวิถี อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ การติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม อาชีพ การทำงาน การศึกษาอบรม ศาสนาหรือความเชื่อ หรือความเชื่อและความคิดเห็นทางการเมือง

สุภัทรา นาคะผิว

นางสาวสุภัทรา เล่าอีกว่า ประการสำคัญในร่างกฎหมายนี้ คือให้มีคณะกรรมการคุ้มครองและช่วยเหลือบุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติ ในการหยิบยกและรับเรื่องร้องเรียนการเลือกปฏิบัติมาวินิจฉัย และออกคำสั่งเพื่อชดเชยเยียวยา ตลอดจนคณะกรรมการคุ้มครองและช่วยเหลือบุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน

“ในต่างประเทศมีกฎหมายลักษณะนี้แล้ว มันช่วยได้มาก อย่างน้อยก็ทำให้คนรู้ว่าจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ เพราะมีโทษตามกฎหมาย หรือหากวินิจฉัยแล้วว่าถูกเลือกปฏิบัติจริง ก็จะมีกองทุนขจัดการเลือกปฏิบัติมาเยียวยา โดยรวมถือว่าเป็นร่างกฎหมายที่ดี และอยากให้มาร่วมเข้าชื่อ 10,000 คนขึ้นไปเพื่อเสนอร่างกฎหมายต่อสภาใหม่ โดยขณะนี้ได้ผู้สนับสนุนเข้าชื่อแล้ว 2,000 คน” นางสาวสุภัทรากล่าว

ภายในงานได้ให้ผู้ที่ทำงานแต่ละด้านได้เล่าถึงปัญหาการถูกเลือกปฏิบัติ อย่างกรณีกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ นำเสนอโดย นายกิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ว่าแม้ระยะหลังสังคมจะเริ่มเปิดใจ กฎหมายเริ่มคุ้มครองรองรับคือ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 แต่พวกเขาก็ยังต้องการกฎหมายที่จะมารองรับการสร้างครอบครัว การมีบุตรบุญธรรม หรือที่ต้องการที่สุดคือ ร่าง พ.ร.บ.รับรอบเพศ พ.ศ…. ที่ตอบโจทย์ทุกอย่าง

กิตตินันท์ ธรมรัช

ด้านคนพิการก็ถูกเลือกปฏิบัติไม่น้อย นายมานิตย์ อินทร์พิมพ์ นักรณรงค์เพื่อสิทธิคนพิการ เล่าว่า ยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลต่างๆ ที่มีต่อคนพิการแม้จะดีแค่ไหน แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม อย่างการติดตั้งลิฟต์บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส 23 สถานี เครือข่ายคนพิการเรียกร้องมา 21 ปี ขณะที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งมา 4 ปีก็แล้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่สามารถใช้การได้ ในการติดตั้งลิฟต์ยังมีแค่ฝั่งเดียวของสถานี ซึ่งคำตอบของผู้บริหารคือ ให้คนพิการนั่งแท็กซี่ข้ามฝั่งไปใช้บริการเอง

มานิตย์ อินทร์พิมพ์

เช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ที่ถูกปฏิเสธเข้าทำงาน และได้เลื่อนตำแหน่ง สะท้อนโดย นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ว่าปัจจุบันมีคนไทย 4 แสนคนที่ติดเชื้อเอชไอวีและเข้ารับการรักษา และอีก 1 แสนกว่าคน ที่ติดเชื้อเช่นกันแต่ยังไม่ได้เข้ารับการรักษา ซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวี หากเข้ารับการรักษาและได้รับยาต้านไวรัสก็สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่ว่าจะเรียนและทำงาน และยังสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้ ไม่ใช่ภาพจำที่ว่าผู้ติดเชื้อต้องมีสภาพโทรมผอมดำ เดี๋ยวก็ตายแบบเมื่อก่อน

อภิวัฒน์ กวางแก้ว

นางเรืองรวี พิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา เล่าว่า แม้เพศหญิงมีสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ เช่น กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยกเลิกการรับผู้หญิงเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) เป็นการถาวร เนื่องจากจะเปิดรับ นรต.ที่มาจากนักเรียนเตรียมทหาร ต้องผ่านโรงเรียนเตรียมทหารเท่านั้น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 เป็นต้นไป ซึ่งให้ภาพว่าตำรวจคืองานผู้ชาย พยาบาลแม่บ้านคืองานผู้หญิง แต่ล่าสุดยังดีว่า สตช.เปิดรับพนักงานสอบสวนหญิงแล้ว หลังจากเคยประกาศหยุดและโดนร้องเรียนไป

ร่วมลงชื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ…. ได้ที่เว็บไซต์ www.triangelpost.com หรือเพจเฟซบุ๊ก “ไม่เอาการเลือกปฏิบัติ”