โรเบิร์ต บัลลาร์ด นักสำรวจ นักผจญภัย ที่สั่งสมชื่อเสียงมานานจากการสำรวจจนค้นพบซากสิ่งของในประวัติศาสตร์ที่ช่วยให้ปริศนาหลายประการที่เคยเคลือบแคลงกลายเป็นกระจ่างชัดเจนขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบซากเรือโดยสาร ไททานิก ซึ่งกลายเป็นผลงานการสำรวจที่สร้างชื่อเสียงให้กับบัลลาร์ดมาจนถึงทุกวันนี้
บัลลาร์ด กำลังเตรียมการเพื่อรับภารกิจใหม่ คือการค้นหาเครื่องบินและนักบินสตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกคนหนึ่งอย่าง “เอมิเลีย เอียร์ฮาร์ท” ซึ่งหายสาบสูญไปพร้อมกับเครื่องบิน “อีเลคตรา” ขณะกำลังพยายามสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้หญิงคนแรกของโลกที่ขับเครื่องบินรอบโลกได้สำเร็จ
ครั้งสุดท้ายที่โลกได้รับรู้เรื่องราวของความพยายามในการสร้างสถิติดังกล่าวก็คือ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ปี 1937 หรือ 82 ปีเต็มมาแล้ว
การหายไปของเอียร์ฮาร์ท ก่อให้เกิดทฤษฎีมากมายหลายแนวทาง จากทั้งบรรดานักประวัติศาสตร์เรื่อยไปจนถึงบรรดานักสืบและนักผจญภัยทั้งหลายว่า เกิดอะไรขึ้นกับ เอียร์ฮาร์ท และ เฟรด นูแนน ผู้ช่วยซึ่งทำหน้าที่นำร่อง บางคนซึ่งรวมถึงกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา คิดว่าเครื่องบินของเอียร์ฮาร์ทตกและจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแปซิฟิก ทั้งนักบินอย่างเอียร์ฮาร์ทและคนนำร่องเสียชีวิตไปในไม่ช้าไม่นาน

กระนั้นก็ยังมีอีกหลายคนที่เชื่อว่า คนทั้งสองถูกจับกุมและถูกทหารญี่ปุ่นประหารชีวิต หลายคนที่เคยพยายามแกะรอยหาเค้าเงื่อนเพื่อนำไปสู่จุดเกิดเหตุครั้งนี้ เกิดความสงสัยหลังคว้าน้ำเหลวว่า อีเลคตรา กับ เอียร์ฮาร์ท คงไม่มีวันถูกค้นพบอีกต่อไปแล้ว
จนเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา กลุ่มค้นคว้าวิจัยที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มนานาชาติเพื่อการค้นหาเครื่องบินในประวัติศาสตร์” เรียกย่อๆ ว่า “ทิการ์” (The International Group for Historic Aircraft Recovery – TIGHAR) ถึงได้นำเสนอทฤษฎีใหม่ออกมา รู้จักกันในชื่อ “ทฤษฎีนิกุมาโรโระ” ซึ่งนำเสนอการค้นหาในเชิงวิชาการ แต่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบทบทวนซ้ำจากผู้เชี่ยวชาญ (peer reviewed)
“ทิการ์” ชี้ว่า อีเลคตรา น่าจะตกลงบนหรือใกล้กับเกาะที่เป็นเพียงแนวปะการัง ไร้มนุษย์ กว้างเพียง 2 กิโลเมตร ที่ชื่อว่า นิกุมาโรโระ (เดิมรู้จักกันในชื่อเกาะการ์ดเนอร์) แห่งนี้ มีความเป็นไปได้ด้วยว่า เอียร์ฮาร์ท อาจส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปจากจุดดังกล่าว แต่ไม่มีใครรับสัญญาณดังกล่าวได้
รายงานเกี่ยวกับกรณีนี้ของทิการ์ พูดถึงการพบเห็นซากโครงกระดูกบนเกาะร้างผู้คนแห่งนี้ ซึ่งในเวลาต่อมาสูญหายไป ส่งผลให้เรื่องนี้ยังคงเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยกันอย่างมากว่า นั่นคือกระดูกของเอียร์ฮาร์ทจริงหรือไม่
นิกุมาโรโระ คือจุดเริ่มต้นของภารกิจค้นหา อีเลคตรา และ เอมิเลีย เอียร์ฮาร์ท ของ โรเบิร์ต บัลลาร์ด
บัลลาร์ดกับลูกทีมกำลังออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเกาะปะการังเล็กๆ แห่งนี้ เมื่อถึงที่นั่น ทั้งหมดจะแยกออกเป็น 2 ทีม ทีมแรกจะใช้สุนัขดมกลิ่นค้นหากระดูกมนุษย์บนเกาะ อีกทีม ซึ่งมี อัลลิสสัน ฟุนดิส ผู้นำทีมร่วมกับบัลลาร์ดเป็นหัวหน้า จะสำรวจหาวี่แววของเครื่องบินที่ผลิตโดยบริษัทล็อคฮีด โมเดล 10 ที่อาจทิ้งร่องรอยอยู่ในบริเวณพื้นของท้องทะเลโดยรอบ
การสำรวจพื้นทะเลในบริเวณนั้น ทีมงานวางแผนจะจัดทำแผนที่พื้นภูมิประเทศโดยใช้อุปกรณ์สร้างภาพอัตโนมัติซึ่งสามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างวัสดุแข็งและอ่อนนุ่มออกจากกันได้ วิธีการนี้ดีกว่าการสำรวจด้วยการใช้โซนาร์ทั่วไป ซึ่งยากที่จะบอกความแตกต่างของภูมิประเทศได้ เพราะพื้นผิวท้องทะเลบริเวณดังกล่าวเต็มไปด้วยโตรกและหุบมากมายที่เป็นผลงานของภูเขาไฟใต้น้ำ
หลังจากจัดทำแผนภูมิท้องทะเลได้แล้วก็จะสำรวจขั้นต่อไปด้วยยานดำน้ำหุ่นยนต์ ซึ่งแต่ละตัวจะติดกล้องไว้ 2 กล้อง ในการสำรวจพื้นทะเล เพื่อส่งสัญญาณป้อนขึ้นมาบนเรือผิวน้ำให้ลูกทีมสำรวจได้มองเห็นวัสดุทั้งหลายแก่ตาตัวเอง บัลลาร์ดบอกว่า โซนาร์ ไม่ได้สามารถบอกความแตกต่างระหว่างเครื่องยนต์จริงๆ กับก้อนหินขนาดพอๆ กับเครื่องยนต์ได้ แต่ตาคนทำได้
บัลลาร์ด เคยใช้วิธีเดียวกันนี้ในการค้นหาเรือในยุคโรมัน ในบริเวณทะเลดำมาแล้ว เมื่อลูกทีมของบัลลาร์ดมองเห็นสินค้าซึ่งถูกลูกเรือโยนขึ้นมาบนดาดฟ้าเมื่อเรือจมลง บัลลาร์ดตั้งข้อสังเกตว่า เรือโรมันเล็กกว่าอีเลคตราตั้งเยอะ ยังพบได้ ถ้าทฤษฎีนิกุมาโรโระ เป็นจริงก็น่าจะช่วยไขปริศนานี้ได้ไม่ยาก
นอกเหนือจากซากเรือไททานิกและเรือยุคโรมันแล้ว ทีมค้นหาของบัลลาร์ด ยังเคยประสบผลสำเร็จในการค้นหาที่ยากๆ อีกมาก เช่น ค้นพบจุดที่ตั้งของซากเรือรบ ยูเอสเอส ยอร์กทาวน์ ซึ่งกองทัพสหรัฐสูญเสียไปในระหว่างยุทธการมิดเวย์ ในปี 1942, ซากเรือลาดตระเวนของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ในทะเลโซโลมอน, และการค้นพบซากเรือประจันบาน บิสมาร์ค ของเยอรมัน เป็นต้น
ทุนสนับสนุนในการค้นหาครั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากหุ้นส่วนและสมาคมทางภูมิศาสตร์แห่งชาติ (เนชั่นเนล จีออกราฟิก โซไซตี) ที่เตรียมการถ่ายทอดสดบางส่วนของการค้นหาในเดือนตุลาคมนี้

