หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที ทรานส์ฟอร์มฯธ...

ทรานส์ฟอร์มฯธุรกิจ ด้วยแนวคิด’Lean Startup’

5.08.19 | 15:16 น.

ธุรกิจในยุคนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายปัจจัย ภาคธุรกิจกำลังมองหาหนทางการบริหารธุรกิจให้มีความคล่องตัว และยืดหยุ่นสูง “คิดใหญ่ ทำเล็ก” โดยแนวคิดแบบ “Lean Startup เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมและถูกกล่าวถึงอย่างมากในยุคนี้ เพราะสามารถนำมาปรับใช้ในองค์กรใดก็ได้ ไม่ได้จำกัดการใช้เฉพาะกับกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เชื่อว่าหลายองค์กรยังไม่ตกผนึกว่า “Lean Startup” คืออะไร มีหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับแนวคิดเป็นอย่างไร มีวิธีการที่เหมาะกับการนำมาใช้ในองค์กรเป็นอย่างไร

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด ที่ปรึกษาชั้นนำด้านกลยุทธ์และการจัดการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ผู้มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนากลยุทธ์ดิจิทัลเพื่อการแข่งขันในปัจจุบันและอนาคต ได้ให้ข้อมูลและแชร์มุมมองให้กับเจ้าของธุรกิจที่มาเรียนหลักสูตร DEFg หรือ Digital Edge Fusion Gravity ซึ่งเป็นหลักสูตรเพื่อ “แปลงร่าง” ธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบว่า ลีนสตาร์ตอัพ หรือ “Lean Startup” เป็นแนวคิดในการทำธุรกิจของสตาร์ตอัพ โดย Eric Ries เป็นการสร้างหรือดำเนินธุรกิจด้วยการเริ่มต้นที่น้อยที่สุด เพื่อลดความสูญเปล่า (Waste) มีความเสี่ยงน้อยที่สุด ค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวไประหว่างทาง เหมาะกับการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากวิธีคิดแบบ Lean (Lean Thinking) ของโตโยต้า ซึ่งเป็นการบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด ลดความสูญเปล่า และลดการแก้ไขงาน เช่น การทำงานแบบ Just in time หรือทำเท่าที่จำเป็นซึ่งนับเป็นวิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในทุกกระบวนการทางธุรกิจที่โด่งดังมานานหลายสิบปี

โดยแนวคิดลีนสตาร์ตอัพ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่

1.MPV (Minimum Viable Product) หมายถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ในเบื้องต้น ให้มีคุณสมบัติเพียงพอที่ตอบความต้องการขั้นพื้นฐานของลูกค้า และนำไปทดสอบต่อในตลาดเพื่อหาคำติชม ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการ เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยไม่เสียเวลาพัฒนาคุณสมบัติสินค้าหรือบริการที่ผู้ใช้งานไม่ต้องการ เช่น การสร้างเก้าอี้แบบยังไม่ลงสีสัน ไม่ใส่เบาะนวม ให้ลูกค้าลองนั่งดูก่อน

2.Continuous Improvement การปรับปรุงสินค้าหรือบริการอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ หลังจากที่ได้นำสินค้าหรือบริการเหล่านั้นเข้าสู่ตลาดแล้ว โดยใช้คำติชม ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะจากลูกค้ามาพัฒนาคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ เช่น การเติมเบาะลงไปในเก้าอี้ เมื่อลูกค้าให้ข้อคิดเห็นว่าเก้าอี้นั่งไม่สบาย

Advertisement

3.Actionable Metrics คือตั้งตัวชี้วัดในการทำงานที่เป็นตัวเลขที่วัดผลได้ชัดเจนที่นำสู่การปรับปรุงงานให้ตอบเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น ยอดขาย อัตราการคืนสินค้า อัตราการส่งซ่อม จำนวนข้อร้องเรียน

4.A/B Testing การทำการทดสอบคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการ โดยมีการทำสินค้าหรือบริการนั้นให้แตกต่างด้วยคุณสมบัติเพียงข้อเดียวแล้วนำสู่ตลาดเพื่อทดสอบว่าคุณสมบัติใดที่เหมาะสมกับตลาดมากกว่า หลังจากได้ผลลัพธ์ที่ต้องการแล้วจึงค่อยไปทดสอบคุณสมบัติต่อไป เช่น การลองทำเก้าอี้ 2 ตัวที่เหมือนกันทุกประการ ต่างกันเพียงแค่สีของเก้าอี้แล้วทดสอบดูว่าสีไหนมีคนนั่งมากกว่ากัน หากพบแล้วค่อยเลือกว่าจะผลิตสีไหนเป็นหลักและเริ่มทดสอบคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ชนิดของวัสดุ

ทั้งนี้ การนำแนวคิดของ Lean Startup ไปประยุกต์ใช้อาจจะต้องคำนึงถึงกระบวนการในการสร้างผลิตภัณฑ์ของแต่ละธุรกิจด้วยซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือการทำงานแบบ Waterfall หรือการทำงานแบบรวดเดียวจบซึ่งเป็นวิธีการทำงานแบบดั้งเดิม กับการทำงานแบบ Agile หรือการทำงานด้วยวิธีการแบ่งงานออกเป็นชิ้นเล็กๆ ที่เรียกว่าสปรินต์ (Sprint) หลายๆ ชิ้นแล้วทยอยทำงานออกมาทีละส่วนก่อน

พชรสรุปทิ้งท้ายว่า การทำงานแบบ Lean Startup และ Agile เริ่มมีความนิยมมากขึ้นเพราะโลกยุคดิจิทัลมีความไม่แน่นอนสูง ตลาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและคาดเดาได้ยาก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือองค์การใหญ่ ผู้ที่ปรับตัวตามตลาดได้รวดเร็วและต้นทุนความสูญเสียต่ำจะมีความได้เปรียบสูงและเป็นผู้ชนะได้ในที่สุด ซึ่งนี่ก็คือหัวใจของ Lean Startup นั้นเอง