ปัจจุบัน ประเทศไทย มีผู้บกพร่องทางสายตาอยู่กว่า 700,000 คน คนกลุ่มนี้จำนวนมาก ยังขาดเครื่องมือในการช่วยเหลือด้านการสื่อสาร
แต่ก็มีคนอีกกลุ่มใหญ่ในกลุ่มนี้ ที่ได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีในการเข้าไปอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ ที่ผู้คนทั่วโลกเข้าไปอยู่ ผ่านทาง “เฟซบุ๊ก”
พันธกิจสำคัญของเฟซบุ๊ก คือการสร้างการเชื่อมต่อให้เกิดขึ้นในสังคม นอกเหนือไปจากการช่วยเหลือภาคธุรกิจแล้ว ก็ยังอยากเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อคนในสังคมให้มากขึ้น และไม่ใช่เพียงแค่คนทั่วไป แต่ยังรวมถึงผู้พิการด้วย
ด้วยเหตุนี้ เฟซบุ๊กจึงได้มีการพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือผู้พิการมาโดยตลอด
แมทธิว คิง ผู้เชี่ยวชาญระบบช่วยเหลือผู้พิการและวิศวกรจากเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นวิศวกรคนแรกของเฟซบุ๊กที่เป็นผู้พิการทางสายตา กล่าวว่า หน้าที่ของตนคือการช่วยในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้พิการที่มาใช้งานเฟซบุ๊ก และต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในแผนกต่างๆ ด้านการค้นคว้า ออกแบบ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเฟซบุ๊กได้ โดยไม่มีขีดจำกัด
เหตุ และไม่ให้ความบกพร่องทางกายภาพ กลายเป็นอุปสรรคในการเข้าไปใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊ก
เหตุผลที่เฟซบุ๊ก มองว่าเรื่องการช่วยเหลือคนพิการให้ได้เข้าแพลตฟอร์มได้นั้น แมทธิวบอกไว้ว่า เป็นเพราะเป้าหมายของเฟซบุ๊ก คือทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถเชื่อมต่อกันได้โดยไม่ได้ถูกจำกัดด้วยสภาพร่างกาย
โดยในแต่ละวันมีผู้แชร์ภาพบนเฟซบุ๊กทั่วโลกมากถึงกว่า 2 พันล้านรูปต่อวัน ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ โซลูชั่นที่ใช้เทคโนโลยีจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากกว่าโซลูชั่นที่ใช้มนุษย์เป็นหลัก
ทั้งนี้ แมทธิว คิง เป็นผู้รับผิดชอบดูแลโปรเจ็กต์ การอธิบายภาพด้วยเสียง ที่เริ่มในปี 2559 ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้บกพร่องทางสายตา ด้วยการใช้แคปชั่น วิดีโอที่ช่วยอธิบายวัตถุต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในภาพได้
แมทธิวกล่าวว่า เฟซบุ๊กได้ศึกษาวิธีการใช้งานเฟซบุ๊กของกลุ่มผู้มีความบกพร่องทางสายตามาโดยตลอด เพื่อนำไปพัฒนาระบบและช่วยให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงและเชื่อมต่อกับผู้คนและสิ่งต่างๆ บนเฟซบุ๊ก ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น ที่จะนำไปสู่การต่อยอดโอกาสอื่นๆ อีกในอนาคต ด้วยฟีเจอร์ “จดจำใบหน้า” ซึ่งกลุ่มผู้ใช้งานที่มีข้อจำกัดด้านการมองเห็นสามารถทราบได้ว่ามีใครหรือสิ่งใดที่ปรากฏอยู่ในรูปบนนิวส์ฟีดของคนเหล่านี้บ้าง
ทั้งนี้ จากการสำรวจของเฟซบุ๊กใน 50 ประเทศ พบว่า กว่าร้อยละ 30 ของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก รายงานว่า พวกเขามีปัญหาต่างๆ อย่างน้อยหนึ่งด้าน เช่น ปัญหาด้านการมองเห็น การได้ยิน การพูด การเรียบเรียงความคิด การเดิน หรือการหยิบจับ
และยังพบด้วยว่า 1 ใน 10 ของผู้คนจะต้องอาศัยฟังก์ชั่นขยายหน้าจอเมื่อใช้งานบราวเซอร์ของเฟซบุ๊ก ในขณะที่ร้อยละ 20 ของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก จำเป็นต้องขยายตัวอักษรบนระบบปฏิบัติการ ไอโอเอส
และสำหรับ รีด ฟอร์ เดอะ บลายด์ (Read for the Blind) นั้น เป็นหนึ่งในเพจบนเฟซบุ๊ก ที่มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้บกพร่องทางสายตา ช่วยให้อาสาสมัครเข้ามาอ่านหนังสือให้ผู้พิการทางสายตา ซึ่งมีนายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ และคุณชลทิพย์ ยิ้มย่อง เป็นผู้ร่วมก่อตั้งขึ้นมา รวมไปถึงกลุ่ม “ช่วยอ่านหน่อยนะ” ที่ช่วยอ่านเอกสารให้แก่ผู้ที่มีปัญหาทางสายตา
โดยเพจ รีด ฟอร์ เดอะ บลายด์ มีผู้ติดตามแล้วมากวก่า 187,000 คน ซึ่งแอดมินมีเพียง 2 คน คือ คุณณัฐวุฒิ กับคุณชลทิพย์ ซึ่งจะมีปัญหาในการตอบคำถามอาสาสมัครที่ต้องการเข้ามาช่วย และส่วนใหญ่จะเป็นคำถามเดิม ที่ถามอยู่เป็นประจำ
ดังนั้น ทางเฟซบุ๊ก จึงได้มีการพูดคุยกับทาง เฮดบอต (HBOT) ที่ ทำแชตบอตอยู่แล้ว จึงได้ให้เข้ามาทำบอตตอบคำถามอัตโนมัติ ที่ช่วยตอบคำถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ช่วยงานของแอดมินได้เป็นอย่างดี
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ผู้ที่ติดตามเพจอยู่นั้น ก็จะได้รับประโยชน์จากบอต ฟอร์ เมสเซ็นเจอร์ ที่ช่วยสรรหาอาสาสมัครที่มีความตั้งใจช่วยเหลือกลุ่มผู้พิการทางสายตาและมอบคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
คุณชลทิพย์กล่าวว่า ผู้พิการทางสายตามักประสบปัญหาในการหาความช่วยเหลือด้านพื้นฐานในแต่ละวัน ด้วยจำนวนผู้คนกว่า 13.000 คนที่เข้าร่วมกับทั้งสองกลุ่ม เครื่องมือของเฟซบุ๊ก สามารถช่วยให้เข้าถึงและอ่านคอนเทนต์ทั้งหลายได้อย่างสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อน ทั้งคำอธิบายสำหรับวิดีโอ ป้ายข้อความ หนังสือ หรือแม้กระทั่งรูปภาพและการ์ดอวยพร
และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลุ่มชุมชนของเราผ่านทางสมัชชาคนตาลอด ได้โหวตให้เฟซบุ๊ก เป็นหนึ่งในแอพพลิเคชั่นที่เป็นมิตรและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงให้กับผู้พิการทางสายตาได้มากที่สุดด้วย
และยิ่งมีแชตบอตของ เฮดบอตเข้ามาช่วย ก็ยิ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการตอบคำถามของบรรดาผู้ที่ข้อสงสัยต่างๆ ได้มากขึ้น
ความพยายามทั้งหมด ทั้งจากเฟซบุ๊ก กลุ่มรีด ฟอร์ เดอะ บลายด์ รวมไปถึงเฮดบอต ที่เข้ามาช่วยโดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ นั้น ก็เพื่อต้องการบอกกับบรรดาผู้พิการว่า “ทุกคนบนโลก มีความสำคัญเท่ากันหมด” และไม่ควรถูกกีดกันการเข้าถึงข้อมูลใดๆ จากความบกพร่องทางร่างกาย

