วิบากกรรม ‘คนข้ามเพศ’ รอวัน ‘คนเท่ากัน’

29.08.19 | 11:03 น.

วิบากกรรม ‘คนข้ามเพศ’ รอวัน ‘คนเท่ากัน’

ยืดอกว่าเป็นคนสัญชาติไทย มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก แต่ไม่อาจอยู่บนแผ่นดินนี้ได้อย่างภาคภูมิ เมื่อพูดถึงเรื่องสิทธิและเสรีภาพที่มี เพราะพวกเขาต่างมีคำนำหน้านาม หรือคำนำหน้าชื่อ “นาย-นางสาว” ในเอกสารราชการไม่ตรงกับสภาพร่างกายภายนอกที่มองเห็น

กล่าวคือ “คนข้ามเพศ” หรือภาษาทางการเรียกว่า กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ที่ทุกวันนี้ต้องเผชิญอุปสรรคนานัปการในชีวิต ถูกสะท้อนผ่านการเสวนาในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ “ส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ : การรับรองเพศสภาพของบุคคลข้ามเพศ” จัดโดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ

 

วิวัฒนาการปัญหา

เริ่มที่ กิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ซึ่งมาฉายให้เห็นภาพวิวัฒนาการปัญหาของคนข้ามเพศและการเรียกร้องว่า ย้อนหลังไปมากกว่า 20 ปี ที่ยังไม่มีคำว่าหลากหลายทางเพศ จะมีเพียงแค่ เกย์ กะเทย เราถูกเลือกปฏิบัติและถูกตีตราว่า “วิปริต ผิดเพศ ผิดธรรมชาติ” เราพยายามเรียกร้องและชี้แจงสังคมมาตลอดด้วยคำว่า “Born To Be” เพราะเราเกิดมาเป็นอย่างนี้

แต่ก็ยังถูกลากไปเกี่ยวข้องกับเรื่องชั่วร้าย เช่น เป็นผู้แพร่กระจายโรคเอดส์ โรคระบาด เป็นผู้ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศชาติเสื่อมถอย กระทั่งองค์การอนามัยโลกประกาศว่า คนข้ามเพศไม่ได้ผิดปกติทางจิต เราจึงพยายามต่อสู้ในหลักสิทธิมนุษยชน

Advertisement

จนมาเจอกรณีหญิงข้ามเพศที่ไม่ต้องไปเกณฑ์ทหารเมื่อปี พ.ศ.2549 แต่ถูกระบุว่าเป็น “โรคจิตชนิดถาวร” จะไปสมัครงานที่ไหนก็ถูกตีตราว่าเป็นโรคจิต จึงมีการร้องศาลปกครองนำมาสู่การเปลี่ยนเป็นคำว่า “เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด” ในปี พ.ศ.2555

“เมื่อมองย้อนกลับไปถึงการต่อสู้จนได้คำว่า เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด คิดว่าเราเดินหลงทางมาโดยตลอด เพราะแท้จริงแล้วเป็นเพียงอีกคำในกล่องความคิดผู้ชายเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาจริงๆ อย่างการต้องมีกฎหมายรับรองอัตลักษณ์คนข้ามเพศ ให้มีคำนำหน้าตามเพศสภาพ และโดยเฉพาะมีสิทธิและหน้าที่ตามคำนำหน้า ก็จะเป็นการข้ามเพศอย่างสมบูรณ์” กิตตินันท์กล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มข้น

ภาคการเมืองขานรับสร้างความเท่าเทียมทางเพศ
ภาคการเมืองขานรับสร้างความเท่าเทียมทางเพศ
กิตตินันท์ ธรมธัช

อุปสรรค ‘ชายข้ามเพศ’

ภายในงานได้เปิดให้คนข้ามเพศได้บอกเล่าประสบการณ์ชีวิตแสนเจ็บปวด อย่าง จิมมี่-กฤตธีพัฒน์ โชติฐานิตสกุล ผู้ก่อตั้งเครือข่ายผู้ชายข้ามเพศ ประเทศไทย ที่ถูกเลือกปฏิบัติมาสารพัด ตั้งแต่การถูกปฏิเสธเข้าทำงาน ถูกปฏิเสธเปิดบัญชีธนาคาร หรือเวลาจะทำธุรกรรมอะไรที่ต้องใช้เอกสารราชการประกอบ จะต้องพบเจออุปสรรคตลอด จนตอนนี้เขาต้องเข้ารักษาตัวจากโรคซึมเศร้า

จิมมี่-กฤตธีพัฒน์เล่าว่า ปัญหาที่ชายข้ามเพศพบไม่ได้ต่างกับหญิงข้ามเพศเท่าไหร่ เรามักจะถูกถามว่า “คุณผ่าตัดหรือยัง” จะถูกผู้ชายบางคนพูดจาหยามเหยียดว่า “ไปทำให้ผู้หญิงท้องให้ได้ก่อน ถึงจะเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ชาย” ทั้งที่ความจริงผู้ชายบางคนอาจทำให้ผู้หญิงท้องไม่ได้ด้วยซ้ำ

แม้สังคมไทยช่วงหลังจะเปิดโอกาสให้คนข้ามเพศได้แสดงบทบาท จนหลายคนมองว่าเป็นสังคมที่เริ่มเปิดแล้วนั้น แต่จิมมี่มองว่า “สังคมแค่รู้สึกชิน แต่ไม่ได้เปิดอย่างแท้จริง ไม่งั้นคงมีกฎหมายรับรองเพศไปนานแล้ว และคงไม่มีการคำพูดว่า ระวังคนข้ามเพศจะไปหลอกลวงแต่งงาน หรือเป็นอาชญากรหรอก”

จิมมี่-กฤตธีพัฒน์อยากเห็นกฎหมายรับรองเพศออกมาโดยเร็ว เช่นเดียวกับ นก-ยลลดา เกริกก้อง สวนยศ นายกสมาคมบุคคลข้ามเพศแห่งประเทศไทย ที่เคยสัมผัสประสบการณ์ชีวิตผู้หญิงแท้ๆ มา 6 ปี “เป็นโลกที่มีปัญหาน้อยมาก” หลังยอมรับว่าเคยใช้บริการสวมบัตรประชาชนของผู้หญิงไทยคนหนึ่ง ก่อนมาถูกจับดำเนินคดีภายหลัง

 

ชะตากรรม ‘หญิงข้ามเพศ’

นก-ยลลดาเล่าว่า จากการถือบัตรประชาชน 2 ใบ ทำให้นกได้รู้ว่าโลกทั้ง 2 ใบแตกต่างกันมาก ในกล่องผู้หญิง นกสามารถทำอะไรที่ได้ศักดิ์และสิทธิเหมือนผู้หญิงทุกประการ แต่พอถูกจับได้ก็ต้องเจอกับปัญหาต่างๆ ตั้งแต่เข้าเรือนจำที่ต้องไปอยู่ในแดนผู้ต้องขังชาย โชคดีว่าไม่ถูกข่มขืน

จากนั้นกลับไปรายงานตัวเกณฑ์ทหารที่ จ.น่าน ก็ต้องแก้ผ้าตรวจต่อหน้าผู้ชายทั้งหมด ไม่เพียงแพทย์ทหาร แต่ใครสามารถเข้าไปก็ได้ช่วงนั้น ซึ่งรู้สึกเสียใจมาก ก่อนจะถูกตีตราในใบรับรองว่าเป็นโรคจิตชนิดถาวร

“เชื่อว่ากฎหมายรับรองเพศ จะมาแก้ปัญหาได้ถูกจุดที่สุด หลังเคยหลงทางทำโครงการและเรียกร้องสิทธิเพื่อคนข้ามเพศมาสารพัด กระทั่งโครงการผ่าตัดแปลงเพศเอื้ออาทร นกก็เคยทำมา” นก-ยลลดากล่าว

นก-ยลลดา เกริกก้อง สวนยศ
กฤตธีพัฒน์ โชติฐานิตสกุล

มอง ‘โลก’ ให้สิทธิเท่าเทียม

แม้จะได้จุดร่วมเดียวกันคือ การต้องมีกฎหมายรับรองเพศ แต่ก็ยังมีจุดแตกหักทางความคิดคือ ผู้ขอรับรองเพศจะต้องผ่าตัดแปลงเพศมาก่อนแล้วหรือไม่ เพราะฝั่งหนึ่งก็เกรงว่าคนข้ามเพศที่ฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี สุขภาพไม่พร้อมผ่าตัด อาจไม่ได้สิทธิดังกล่าว ขณะเดียวกันอีกฝั่งก็กลัวการเปิดรับรองเพศโดยไม่ต้องผ่าตัด อาจทำให้เกิดอาชญากรที่มาในรูปคนข้ามเพศได้ง่าย เพราะไม่ต้องลงทุนเปลี่ยนแปลงอะไร

ซึ่งเมื่อส่องสถานการณ์ต่างประเทศ พบว่าแถบทวีปยุโรปและอเมริกากฎหมายเปิดเรื่องนี้มาก ขอรับรองเพศโดยไม่คำนึงว่าต้องผ่าตัดแปลงเพศมาก่อน ขณะที่ทวีปเอเชียยังคงขึ้นๆ ลงๆ เช่น เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต้องผ่าตัดแปลงเพศมาก่อน

ศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต มันตราภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เล่าว่า ตอนนี้เทรนด์ใหม่ของโลกคือ ไม่ต้องผ่าตัดแปลงเพศเพื่อขอรับรองเพศแล้ว ประเทศไทยที่กำลังจะจัดทำกฎหมายรับรองเพศจะตามเทรนด์โลกหรือไม่ ซึ่งผมแนะนำให้ดูตัวอย่างการรับรองเพศ 2 ประเทศในการยกร่างกฎหมายรับรองของไทย คือ อาร์เจนตินา กำหนดอายุผู้มีสิทธิ 18 ปีขึ้นไป ไม่คำนึงการผ่าตัดแปลงเพศ โดยแจ้งขอเปลี่ยนกับนายทะเบียน สำนักงานสถิติแห่งชาติ และมอลตา ไม่กำหนดอายุผู้มีสิทธิ ไม่คำนึงการผ่าตัดแปลงเพศ โดยแจ้งขอเปลี่ยนกับสรรพากร และยังมีเนื้อความในกฎหมายที่เน้นการห้ามเลือกปฏิบัติ

“แม้กฎหมายจะเอื้อในหลายประเทศ แต่เราก็พบว่าคนที่ถูกฆ่าตายมากที่สุดคือ กลุ่มคนข้ามเพศ ฉะนั้นนอกจากเปลี่ยนกฎหมายแล้ว สำคัญคือต้องเปลี่ยนสังคมตามด้วย” ศาสตราจารย์กิตติคุณวิทิตกล่าว

 

ถึงเวลาประเทศไทย

ประเด็นนี้ภาคการเมืองต่างขานรับสร้างความเท่าเทียมทางเพศให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย จะนำร่างกฎหมายรับรองเพศกลับไปช่วยขับเคลื่อนในสภา แต่สำคัญอีกอย่างคือการปรับปรุงกฎหมายหลักที่มีอยู่ให้เคลื่อนตามไปด้วย อย่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ที่ว่าด้วยเรื่องการสมรสของผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ซุ่มยกร่างเพื่อขอเสนอแก้ไข ประมาณต้นปี พ.ศ.2563

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เล่าว่า เรายกร่างโดยเปลี่ยนคำว่าผู้ชายและผู้หญิงให้เป็นบุคคล เปลี่ยนคำว่าสามีภรรยาเป็นคู่สมรส และเปลี่ยนคำว่าบิดามารดาเป็นบุพการี ยกร่างภายใต้ผลงานศึกษาวิจัยและความคิดเห็นรอบด้าน ซึ่งก็อยากเชิญชวนประชาชนมาช่วยสะท้อนความคิดและปัญหา ทำให้ร่างปรับปรุงแก้ไขตกผลึก และผลักดันให้เกิดการแก้ไขต่อไป

“ส่วนกฎหมายรับรองเพศ คิดว่าถึงเวลาต้องมีแล้ว” ธัญวัจน์กล่าว

ศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต มันตราภรณ์
ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์