‘ทะเลสาบโครงกระดูก’ ยิ่งศึกษายิ่งเป็นปริศนา

29.08.19 | 16:09 น.
(ภาพ Schwiki via Wikipedia-CC BY-SA 4.0)

“ทะเลสาบโครงกระดูก” คือ ทะเลสาบที่เกิดขึ้นบนที่สูงระดับไหล่เขาของเทือกเขาหิมาลัยเกิดจากธารหิมะแบบที่เรียกกันว่ากลาเซียร์เลค อยู่ในรัฐอุตตรคันธ์ ของประเทศอินเดีย ชื่อทะเลสาบโครงกระดูกหรือไม่ก็เรียกว่าทะเลสาบลึกลับ เรียกขานกันในหมู่คนในท้องถิ่นจนลืมเลือนชื่อ “รูปขันธ์” ที่เป็นชื่ออย่างเป็นทางการของทะเลสาบแห่งนี้ไปแล้วเป็นส่วนใหญ่

สิ่งที่เป็นเครื่องดึงดูดของทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลหลายกิโลเมตร (5,020 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล) แห่งนี้ก็คือสิ่งที่เป็นที่มาของชื่อที่เรียกขานกันในท้องถิ่น ที่ว่ากันว่าทะเลสาบแห่งนี้มีโครงกระดูกผู้คนอยู่เต็มไปหมด นักวิจัยที่สนใจทะเลสาบแห่งนี้ในทางวิชาการประเมินเอาไว้ว่าอาจจะมีโครงกระดูกอยู่มากถึง 500 ซาก

“รูปขันธ์” ตั้งอยู่บนเส้นทางท่องเที่ยวและแสวงบุญเลื่องชื่อ ที่รู้จักกันในชื่อ “นันทา เทวี ราชฉัตรยาตรา” ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญของรัฐอุตตรคันธ์นี้

ที่ไม่สามารถนับจำนวนซากศพได้แน่ชัด เพราะกระดูกทั้งหลายกระจัดกระจายกันไปทั่ว ไม่เคยมีใครพบเห็นซากโครงกระดูกใดที่ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่ด้วยกันมาก่อน

คำถามสำคัญก็คือ ในเมื่อทะเลสาบแห่งนี้อยู่ห่างไกลมากจากชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ และไม่มีวี่แววใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าที่นี่ถูกเลือกใช้ให้เป็นเสมือนหนึ่ง “สุสาน” แล้วเพราะเหตุใด โครงกระดูกมนุษย์มากมายถึงได้มารวมกันอยู่ที่นี่

Advertisement

“รูปขันธ์” ในสภาพที่เต็มไปด้วยโครงกระดูกมนุษย์นี้พบเป็นครั้งแรกโดยบังเอิญ เมื่อพรานป่าผู้หนึ่งบังเอิญไปพบเห็นภาพสยองขวัญนี้เข้าในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คำอธิบายสารพัดอย่างก็เกิดขึ้นตามมา ตั้งแต่เหล่านั้นเป็นโครงกระดูกของบรรดาทหารญี่ปุ่นที่เคราะห์ร้าย เรื่อยไปจนถึงเป็นเหล่าทหารอินเดียที่เดินทางกลับจากสงคราม

(ภาพ Schwiki via Wikipedia-CC BY-SA 4.0)

บ้างก็ว่าเป็นเหล่าบรรดาราชาและนางสนมกำนัลที่ต้องสาปจากพระผู้เป็นเจ้า ฯลฯ

เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งเสนอแนะเอาไว้หลังจากตรวจสอบโครงกระดูก และใช้กรรมวิธีกำหนดอายุด้วยคาร์บอนกับซากโครงกระดูกบางซากว่า ผู้ที่เสียชีวิตในทะเลสาบเหล่านี้คือบรรดานักเดินทางที่ให้บังเอิญพานพบเข้ากับพายุหมุนรุนแรงเข้าเมื่อราว ศตวรรษที่ 9

ฟังดูก็พอจะเป็นเรื่องที่เข้าเค้าและเป็นวิชาการมากกว่าอย่างอื่น ถ้าหากไม่มีทีมวิจัยนานาชาติ ที่ประกอบด้วยนักโบราณคดีมากกว่า 20 คน กับผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดอายุ และผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ อีกทีมเข้าไปศึกษาวิจัยซากโครงกระดูกที่พบมากมายกล่นเกลื่อนในทะเลสาบแห่งนี้อีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้

ทีมวิจัยดังกล่าว ซึ่งเข้าไปศึกษาและวิเคราะห์ดีเอ็นเอ จากกระดูกของบุคคลจำนวน 37 คนที่พบในทะเลสาบ รูปขันธ์ พวกเขาสามารถบ่งชี้รายละเอียดใหม่ๆ เกี่ยวกับคนเหล่านี้ออกมาได้มากขึ้น

ปัญหาก็คือ การค้นพบด้วยวิชาการใหม่ๆ ครั้งนี้ กลับยิ่งทำให้ทะเลสาบรูปขันธ์แห่งนี้ยิ่งลึกลับซับซ้อนจนยากอธิบายได้ด้วยข้อสรุปอย่างหนึ่งอย่างใดได้อีกด้วย

เดวิด รีช นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่เป็นหนึ่งในทีมวิจัยนานาชาติทีมนี้และเป็นผู้เขียนหลักของรายงานชิ้นนี้ถึงกับออกปากว่า มันยิ่งลึกลับกว่าก่อนหน้านี้เสียด้วยซ้ำไป

สิ่งที่ทีมวิจัยสรุปความได้จากการศึกษาวิเคราะห์ครั้งนี้ ซึ่งจีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมาในวารสารวิชาการ เนเจอร์ คอมมูนิเคชัน ก็คือ ส่วนใหญ่ของคนที่เสียชีวิตในทะเลสาบแห่งนี้ เสียชีวิตเมื่อราว 1,000 ปีหรือกว่านั้นมาแล้ว แต่ไม่ได้เสียชีวิตพร้อมกันในคราวเดียว มีส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อยที่เสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ คือเป็นไปได้ว่าจะเสียชีวิตในราวต้นทศวรรษที่ 1800 เท่านั้น

ที่แปลกที่สุดก็คือ ดีเอ็นเอของซากโครงกระดูกแสดงข้อมูลเชิงพันธุกรรมที่ไม่ได้เป็นของผู้คนในแถบเอเชียใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลสาบปริศนาแห่งนี้

แต่กลับเหมือนกับพันธุกรรมที่สืบทอดกันมาในภูมิภาคเมดิเตอเรเนียนมากกว่า!

“มันเป็นสิ่งเหลือเชื่อมาก เพราะชนิดของบรรพบุรุษที่เราพบในโครงกระดูกราว 1 ใน 3 ของคนเหล่านั้น เป็นคนที่ไม่น่าจะเป็นคนปกติทั่วไปสำหรับส่วนนี้ของโลก” รีชระบุ

แคทลีน มอร์ริสัน คณบดีคณะมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกาให้ความเห็นต่อกรณีดีเอ็นเอ ว่า ไม่น่าจะมีนัยสำคัญมากมายเท่าใดนัก เมื่อประวัติศาสตร์ก็แสดงให้เห็นว่าเคยมีอาณาจักรเฮเลนิค ครอบครองพื้นที่อยู่ในอนุทวีปอินเดียเป็นเวลากว่า 200 ปี เริ่มตั้งแต่ 180 ปีก่อนคริสตกาลเรื่อยมา นอกจากนั้นยังเป็นไปได้ว่าการกำหนดอายุด้วยคาร์บอน อาจลดความแม่นยำลงเมื่อตัวอย่างใกล้ยุคปัจจุบันมากขึ้น

แต่กระนั้น คำอธิบายเหล่านี้ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามที่เป็นปริศนาพื้นฐานของทะเลสาบรูปขันธ์ได้อยู่ดี ว่า ทำไมคนมากมายปานนี้ถึงได้มาเสียชีวิตอยู่สูงและหนาวเย็น ไร้วี่แววผู้คนเช่นนี้

รีช กับ วานี มุสชริฟ-ไตรปาธี นักโบราณคดีจากเดคคัน คอลเลจ ในนครปูเน อินเดีย ยังคงเชื่อมั่นในแนวคิดที่ว่า กระดูกเหล่านี้ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาไว้ยังทะเลสาบแห่งนี้

มุสชริฟ-ไตรปาธี เชื่อว่าคนที่เป็นเจ้าของโครงกระดูกเหล่านั้น เป็นเพียงแค่คนผ่านทางที่บังเอิญเกิดหลงและติดอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับทะเลสาบในท่ามกลางสภาวะอากาศเลวร้ายจนเสียชีวิตลง

รีชชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ศพเหล่านั้นจะกระจัดกระจายอยู่ในอาณาบริเวณลาดเนินของทะเลสาบโดยรอบ แล้วค่อยๆ ตกลงสู่ทะเลสาบระหว่างเกิดแผ่นดินไหวหรือดินถล่ม

แต่มอร์ริสันกลับยังเชื่ออีกอย่างว่า เป็นคนในท้องถิ่นนั่นแหละที่นำเอาศพเหล่านี้โยนลงไปในทะเลสาบ

“ปกติที่ไหนก็ตามที่เราพบเห็นกระดูกมนุษย์มากๆ ละก็ ที่นั่นมักเป็นสุสานหรือหลุมศพ” นั่นเองคือความเชื่อของมอร์ริสัน

ความเห็นแย้งทางวิชาการเหล่านี้ ทำให้ทะเลสาบโครงกระดูกยังคงเป็นปริศนาต่อไป