หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที ฟอสซิลจากเอธิ...

ฟอสซิลจากเอธิโอเปีย พลิกโฉมมนุษย์ ยุคดึกดำบรรพ์

3.09.19 | 15:00 น.
กะโหลกศีรษะของ เอ. อนาเมนซิสถูกค้นพบในแหล่งขุดค้นหุบเขา โกดายา เขตอฟาร์ ในประเทศเอธิโอเปีย (ภาพ-Cleveland Museum of Natural History via AP)

ทีมนักบรรพชีวินวิทยานานาชาติหลายสาขาขุดค้นพบฟอสซิลกะโหลกศีรษะของมนุษย์บรรพกาล สายพันธุ์ ออสทราโลพิเทคัส ซึ่งเป็นเครือญาติของ “ลูซี” ฟอสซิลมนุษย์บรรพกาลที่มีชื่อเสียงที่สุดในฐานะเป็นหลักฐานวิวัฒนาการของมนุษย์เก่าแก่อายุ 3.2 ล้านปีก่อนหน้านี้ ฟอสซิลที่ค้นพบใหม่ไม่เพียงอยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์เท่านั้นยังพลิกโฉมหน้าความเป็นมาของมนุษย์ในยุคโบราณแตกต่างออกไปจากความเชื่อเดิมโดยสิ้นเชิงอีกด้วย

ซากฟอสซิลที่ค้นพบใหม่นี้ เป็นซากกระดูกกะโหลกศีรษะที่แสดงให้เห็นลักษณะกรามยื่นยาวออกมาและมีเขี้ยวขนาดใหญ่ มีอายุย้อนหลังไปถึง 3.8 ล้านปีก่อน ซึ่งเชื่อว่าเป็นมนุษย์สายพันธุ์ ออสทราโลพิเทคัส อนาเมนซิส (Australopithecus anamensis) ที่ดำรงอยู่เหลื่อมซ้อนกับสายพันธุ์ ออสทราโลพิเทคัส อฟาเรนซิส (Australopithecus afarensis) ของลูซี อย่างน้อย 100,000 ปี

กะโหลกที่พบเมื่อนำมาสร้างภาพใบหน้าขึ้นมาใหม่ มีลักษณะใบหน้าคล้ายคลึงกับ “ลูซี” ที่ถูกค้นพบเมื่อปี 1974 แต่มีความแตกต่างสองสามประการที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน

โยฮันเนส เฮลเล-เซลัสซี กับ เอ. อนาเมนซิส เมื่อถูกค้นพบ(ภาพ-Cleveland Museum of Natural History via AP)

โยฮันเนส เฮลเล-เซลัสซี นักบรรพมานุษยวิทยา ประจำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติคลีฟแลนด์ สหรัฐอเมริกา หนึ่งในทีมวิจัยและขุดค้นที่เป็นผู้เขียนรายงานร่วมเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการ เนเจอร์ เมื่อ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้รายละเอียดว่า หลักฐานกะโหลกใหม่นี้ค้นพบเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2016 พบเป็นชิ้นส่วนกะโหลก 2 ชิ้นใหญ่ ในบริเวณโกดายา วัลเลย์ ในเขตอฟาร์ ของประเทศเอธิโอเปีย สภาพถูกฝังอยู่ในผืนทรายในจุดซึ่งเคยเป็นสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสาบในยุคดึกดำบรรพ์ โดยเชื่อว่าแม่น้ำพัดพากะโหลกนี้มาจากจุดซึ่งซากเสียชีวิตลง และเนื่องจากไม่พบร่องรอยการขัดถูเสียดสีกับท้องน้ำมากนัก จึงเชื่อว่าไม่ได้ถูกพัดพามาไกลมาก

เบเวอร์ลีย์ เซย์เลอร์ ศาสตราจารย์ด้านวิชาลำดับชั้นหินและท้องน้ำ หนึ่งในทีมวิจัยและขุดค้นเชื่อว่า มนุษย์ดึกดำบรรพ์รายนี้อาจใช้ชีวิตอยู่ตามแนวริมฝั่งน้ำหรือไม่ก็ฝั่งทะเลสาบนี้นี่เอง และเชื่อว่าเมื่อยุคดึกดำบรรพ์ บริเวณนี้อาจเป็นป่าทึบที่รายล้อมโดยป่าละเมาะ

Advertisement

เมื่อตรวจสอบจากสภาพแร่และหินภูเขาไฟในจุดที่ค้นพบก็สามารถกำหนดอายุของฟอสซิลนี้ได้อย่างแน่ชัด โดยอนุมานจากขนาดของกะโหลกว่าน่าจะเป็นเพศชาย

โครงสร้างของใบหน้าแม้จะไม่ใหญ่และหยาบเหมือนกับสายพันธุ์ของลูซี แต่ยังคงมีขนาดใหญ่โต เขี้ยวมีขนาดเล็กกว่าสายพันธุ์มนุษย์ก่อนหน้านี้ แต่ใหญ่กว่าเขี้ยวของสายพันธ์ เอ. อฟาเรนซิส ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของลูซี ขากรรไกรล่างยื่นออก เหมือนลิงใหญ่ แตกต่างจากมนุษย์ในยุคปัจจุบันและมนุษย์ในวงศ์ “โฮโม” ทั้งหลายซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบรรพชนของมนุษย์ที่เริ่มต้นวิวัฒนาการเมื่อราว 2.8 ล้านปีก่อน ขนาดของสมองน่าจะเท่ากับสมองของลิงชิมแปนซีในปัจจุบัน

สภาพใบหน้าหลังผ่านกระบวนการฟื้นฟูสภาพด้วยคอมพิวเตอร์แล้วของ เอ. อนาเมนซิส (ภาพ-Cleveland Museum of Natural History via AP)

เฮลเล-เซลัสซี ยอมรับว่าเนื่องจากไม่ค่อยมีการค้นพบซากฟอสซิลมนุษย์ในช่วงระหว่าง 3.6 ล้านปีจนถึง 3.9 ล้านปีก่อนหน้านี้มากนัก ทำให้การจำแนกและการเทียบสายพันธุ์ทำได้ยากและอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ถกเถียงกันขนานใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม ฟอสซิลใหม่นี้ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า “เอ็มอาร์ดี” เป็นหลักฐานยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ต้นตระกูลของมนุษย์นั้นไม่ได้วิวัฒนาการมาเป็นสายตรงเหมือนอย่างที่เคยคิดกัน คือเกิดมนุษย์สายพันธุ์หนึ่งขึ้นแล้วจนกระทั่งสูญพันธุ์ จึงเกิดวิวัฒนาการเป็นสายพันธุ์ใหม่ขึ้น ตรงกันข้าม ต้นตระกูลของมนุษย์น่าจะมีสาขาหลากหลายอยู่ในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงเหลื่อมซ้อนกัน

เห็นได้จากการที่ เอ. อนาเมนซิส กับ เอ. อฟาเรนซิส ที่มีรูปกะโหลกและฟันแตกต่างกันชัดเจน แม้โดยรวมจะคล้ายคลึงกันมากก็ตาม

ก่อนหน้านี้เคยมีการค้นพบฟอสซิลเศษกะโหลกชิ้นหนึ่งในเขตมิดเดิล อวอช ในเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นของมนุษย์ เอ. อฟาเรนซิส ที่ตรวจสอบอายุพบว่าเก่าแก่ถึง 3.9 ล้านปี ซึ่งหมายความว่า เอ. อนาเมนซิส ไม่ได้สูญสิ้นไปทันที อย่างน้อยก็มีช่วงอายุเหลื่อมซ้อนอยู่ราว 100,000 ปีก่อนที่ เอ. อฟาเรนซิส จะวิวัฒนาการขึ้นมา

ตามข้อสันนิษฐานของ เฮลเล-เซลัสซี เชื่อว่าเมื่อบรรพชนกลุ่มแรกของมนุษย์กำเนิดขึ้นนั้น จะมีการแตกกลุ่มออกไปแยกอยู่โดดเดี่ยวเป็นหลายกลุ่มนอกเหนือจากกลุ่มใหญ่แต่เดิม กลุ่มย่อยเหล่านี้จะมีการสืบสายพันธุ์และสั่งสมการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนนานเข้าจึงกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ ในขณะที่สายพันธุ์ต้นตระกูลแต่เดิมก็ยังคงอยู่รอดและรุ่งเรืองอยู่ในอีกที่ใดที่หนึ่ง

ศาตราจารย์เซย์เลอร์เปิดเผยว่า หลักฐานที่แสดงถึงสภาพแวดล้อมในบริเวณที่ค้นพบก็สนับสนุนแนวคิดนี้ สภาพทางภูมิศาสตร์

ในบริเวณดังกล่าวน่าจะจำกัดให้ เอ. อนาเมนซิส ต้องแยกอยู่โดดเดี่ยว เพราะมีแนวเนินเขาสูงชันและมีร่องรอยภูเขาไฟ กับเส้นทางลาวาขนาดใหญ่ที่กลายเป็นแนวหินบะซอลท์ในปัจจุบันปรากฏอยู่

แนวคิดใหม่เกี่ยวกับประวัติวิวัฒนาการของมนุษย์ที่มีฟอสซิลของ เอ. อนาเมนซิส เป็นหลักฐานนี้ ก่อให้เกิดคำถามสำคัญขึ้นมา

นั่นคือ บรรพบุรุษสายตรงของมนุษย์ที่วิวัฒนาการมาเป็นสายพันธุ์โฮโม ก่อนที่จะเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ว่าคือสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์ใดกันแน่?