กะเทาะเปลือกวัฒนธรรม ใช้ประโยชน์ ‘ดิจิทัล’ สืบสาน ‘วิถีม้ง’ ก่อนสูญหาย

10.09.19 | 12:22 น.

เพราะการหมุนของโลกทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ เสมอ ยิ่งได้เจอกับนวัตกรรมเทคโนโลยีว้าวๆ คนรุ่นใหม่ต่างเอาใจเข้าใส่ จนอาจหลงลืมเรื่องราวในอดีต แม้จะเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ดี กระทั่งวิถีเอกลักษณ์ของชนเผ่า

เป็นเหตุให้เกิดความร่วมมือระหว่าง องค์การยูเนสโก ร่วมกับ บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ภายใต้โครง “การกะเทาะเปลือกวัฒนธรรม : การแก้ปัญหาด้วยสื่อดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพสตรีและรักษาหัตถกรรมท้องถิ่น” (Hack Culture: Digital Solutions to Empower Women & Safeguard Traditional Crafts) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ดร.ซุง บี แฮน์ หัวหน้าแผนกวัฒนธรรม องค์การยูเนสโก กรุงเทพมหานคร เล่าว่า ยูเนสโกพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์ทั่วโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการถ่ายทอดภูมิปัญญาที่มักใช้ความทรงจำบอกต่อรุ่นสู่รุ่น อาจไม่ตอบโจทย์โลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลง สะท้อนชัดจากผลสำรวจกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งกะเหรี่ยง อาข่า และม้ง ในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าภูมิปัญญาของชนเผ่า อาทิ การทอผ้า ปักผ้า การทำเสื้อผ้า ไม่มีการบันทึกเป็นภาพและลายลักษณ์อักษรเลย ใช้วิธีถ่ายทอดโดยความจำจากรุ่นสู่รุ่นอย่างใกล้ชิด

ดร.ซุง บี แฮน์

แต่ปัจจุบันสังคมเมืองขยายตัว เด็กชนเผ่ามีการศึกษา ย้ายถิ่น เด็กชาติพันธุ์ก็สนใจอาชีพหัตถกรรมน้อยลง ทำให้ภูมิปัญญาเหล่านี้เสี่ยงสูญหาย เราจึงต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบันทึกเอกลักษณ์ชนเผ่าเหล่านี้ไว้ รวมถึงการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพผู้หญิง ที่เราเชื่อว่าสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำ และผู้ประกอบการได้

“เราพบว่างานแฮนด์เมดที่ผู้หญิงชาวม้งทำไว้ขายนักท่องเที่ยว เช่น งานทอผ้า ปักผ้า แข่งขันยาก สู้สินค้าที่มาจากจีนที่เป็นหัตถกรรมผลิตโดยเครื่องจักร ถูกกว่า เร็วกว่า ลวดลายก็แทบไม่ต่างกันไม่ได้” ดร.ซุงกล่าว

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซัมซุงได้จัดอาสาสมัครจากเกาหลี มาจัดอบรมให้ความรู้ผู้หญิงหมู่บ้านม้งดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ของไทย เป็นเวลา 7 วัน หรือ 100 ชั่วโมง ภายใต้ชื่อ ซัมซุง วันวีก (Samsung OneWeek) สอนตั้งแต่วิเคราะห์การตลาด หาจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค จากนั้นก็แนะนำการสร้างเครื่องหมายการค้าที่มีศักยภาพ การทำตลาดดิจิทัล การทำดิจิทัลคอนเทนต์ และตลาดโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก่อนแบ่งกลุ่มร่วมลงมือทำจริงๆ สอดแทรกไปในการจัดประกวดผลงาน ซึ่งมีทั้งการทำแอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ เพจเฟซบุ๊ก แท็กติดสินค้า คิวอาร์โค้ดบอกรายละเอียดผลิตภัณฑ์ และแพคเกจจิ้ง

Advertisement

นางเพ็ญศรี เฟื่องฟูกิจการ อายุ 36 ปี อาชีพค้าขายผลิตภัณฑ์แฮนด์เมด หมู่บ้านม้ง ดอยปุย ได้รับรางวัล Best Solution สูงสุดของการประกวด จากการทำเว็บไซต์เปิดคลาสเรียนปักผ้าแบบม้งดอยปุย ซึ่งมีทั้งเรียนฟรีผ่านคลิปวิดีโอ และเรียนแบบมีค่าใช้จ่าย อีกทั้งมีบริการขายผลิตภัณฑ์ม้งออนไลน์ เล่าว่า ปัจจุบันดิฉันขายของแฮนด์เมดผ่านหน้าร้านที่หมู่บ้านอย่างเดียว ยอมรับว่าขายไม่ดี ส่วนหนึ่งอาจเพราะเศรษฐกิจไม่ดี ขณะเดียวกันก็มีร้านที่ขายสินค้าแบบเดียวเรียงรายเต็มไปหมด

เพ็ญศรี เฟื่องฟูกิจการ

“หลังจากได้เรียนรู้เรื่องการตลาดออนไลน์ คิดว่าจากนี้จะเปิดร้านในเฟซบุ๊กด้วย ควบคู่ไปกับการเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีม้งไม่ให้สูญหาย และจะนำความรู้ที่ได้ไปแนะนำเพื่อนๆ แม่ค้าด้วยกัน” นางเพ็ญศรี กล่าว

ขณะที่ น.ส.ศศิพัชร์ เฟื่องฟูกิจการ อายุ 42 ปี อาชีพค้าขายผลิตภัณฑ์แฮนด์เมด หมู่บ้านม้งดอยปุย ได้รับรางวัล Best Solution เช่นกัน จากการทำเพจเฟซบุ๊กโปรโมตการท่องเที่ยวหมู่บ้าน ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชาวม้ง กิจกรรมน่าสนใจ แพคเกจท่องเที่ยว ตลอดจนขายผลิตภัณฑ์ชาวม้งออนไลน์ เล่าว่า ถือว่าได้ความรู้และมุมมองใหม่ๆ ที่จะมาเพิ่มรายได้ให้หมู่บ้าน

ศศิพัชร์ เฟื่องฟูกิจการ

“เชื่อว่าการอบรมนี้จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน จะเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงม้งดอยปุยสู่การเป็นผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชนมากขึ้น จากปัจจุบันที่สถานภาพผู้หญิงม้ง ดอยปุยดีขึ้น เรามีสิทธิมีเสียงมากกว่าแต่ก่อน และมีผู้หญิงที่เป็นผู้นำชุมชน” น.ส.ศศิพัชร์ กล่าว 

เหนือสิ่งอื่นใด ทั้งคู่ก็อดเป็นห่วงเรื่องวัฒนธรรมม้งที่กำลังสูญหายไม่ได้ นอกจากรับปากที่จะช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แล้ว ก็ฝากไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจ เฉกเช่นกิจกรรมดีๆ นี้