
พื้นที่บริเวณใกล้กับบ้านสะพานหิน อำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทุกวันนี้เป็นไร่ข้าวโพดและไร่มันสำปะหลัง เมื่อ 113 ล้านปีก่อนเคยเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงขนาดใหญ่ สามารถรองรับการดำรงชีพของสัตว์นักล่าขนาดยักษ์ที่น่าเกรงขามที่สุดในยุคบรรพกาลที่คนในปัจจุบันนี้รู้จักกันในชื่อ ยุคครีเทเชียส (ช่วงเวลาระหว่าง 144 ล้านปีถึง 65 ล้านปีก่อน)
นักวิทยาศาสตร์ล่วงรู้ถึงสภาพการณ์ดังกล่าวได้จากแหล่งขุดค้นบ้านสะพานหิน ซึ่งกลายเป็นแหล่งสำคัญทางด้านบรรพชีวินวิทยาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว ล่าสุดนักวิชาการไทย-ญี่ปุ่นซึ่งร่วมมือกันขุดค้นหลักฐานโบราณก่อนยุคประวัติศาสตร์จากแหล่งขุดค้นนี้ ประสบผลสำเร็จอย่างน่าทึ่งอีกครั้งด้วยการขุดพบซากไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ประเมินได้ว่าขนาดลำตัวยาวถึง 7.5 เมตร
สตีฟ บรูแซตต์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ซึ่งเป็นผู้สอบทานรายงานการค้นพบดังกล่าวเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการพลอสวัน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ถือว่าเป็นซากไดโนเสาร์กลุ่มกินเนื้อที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีการขุดค้นพบมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนับเป็นการค้นพบซากไดโนเสาร์ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย

การค้นพบครั้งนี้เป็นข้อพิสูจน์ชัดเจนว่า ก่อนหน้าที่ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ หรือ ที.เร็กซ์ จะก้าวขึ้นมาเป็นไดโนเสาร์นักล่าที่น่าเกรงขามที่สุดในโลกนั้น หลายสิบล้านปีก่อนหน้านั้น มีไดโนเสาร์นักล่าขนาดใหญ่อีกกลุ่มเป็นเจ้าครองพื้นพิภพ แพร่กระจายออกไปทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์ให้ชื่อไดโนเสาร์ในตระกูลนี้ว่า “อัลโลซอร์” หรือ “อัลโลซอรอยด์” โดยในกลุ่มไดโนเสาร์ตระกูลนี้มีกลุ่มไดโนเสาร์กลุ่มหนึ่งเรียกชื่อว่า “คาร์คาโรดอนโทซอร์” ซึ่งเป็นสุดยอดนักล่าที่อยู่อันดับเหนือสุดของห่วงโซ่อาหารในเวลานั้น
จนเมื่อประชากรของไดโนเสาร์ในกลุ่มคาร์คาโรดอนโทซอร์ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ จึงค่อยเป็นโอกาสให้กลุ่มไทรันโนซอร์ พัฒนาร่างกายให้ใหญ่โตขึ้นและก้าวขึ้นครองตำแหน่งสุดยอดนักล่าที่จับไดโนเสาร์อื่นๆ กินเป็นอาหารแทนที่
ซากไดโนเสาร์ที่ขุดพบใหม่ล่าสุดที่สะพานหิน เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่จัดอยู่ในกลุ่มนักล่าคาร์คาโรดอนโทซอร์นี้ ทีมขุดค้นตั้งชื่อให้ว่า “สยามแรปเตอร์ ซูวาติ”
การค้นพบครั้งนี้ของทีมวิจัยที่นำโดย ดร.ดวงสุดา โชคเฉลิมวงศ์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ภายใต้โครงการไดโนเสาร์ไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างนักวิชาการด้านบรรพชีวินวิทยาของไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นการค้นพบล่าสุดภายใต้โครงการนี้ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2550 เคยค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์กินพืชสายพันธุ์ใหม่ “ราชสีมา
ซอรัส” (ชื่อวิทยาศาสตร์ Ratchasimasaurus suranareae) กับ “สิรินธรนา” (ชื่อวิทยาศาสตร์ Sirindhorna khoratensis) มาแล้ว เช่นเดียวกับซากบรรพบุรุษของ จระเข้ อัลลิเกเตอร์ และจระเข้ในปัจจุบันอีกด้วย
โซกิ ฮัตโตริ นักบรรพชีวินวิทยาจากพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟุกุอิ จังหวัดฟุกุอิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้เขียนรายงานการค้นพบครั้งนี้ร่วมกับ ดร.ดวงสุดา เปิดเผยว่า โครงการวิจัยร่วมครั้งนี้มีความสำคัญในการเปิดเผยถึงประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของไดโนเสาร์ในช่วงยุคครีเทเชียสตอนต้น การสามารถเปรียบเทียบไดโนเสาร์ยุคต้นครีเทเชียสที่พบในญี่ปุ่นกับที่พบในไทยนั้นช่วยให้สามารถเข้าใจถึงวิวัฒนาการของไดโนสาร์ได้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแพร่กระจายในเชิงภูมิศาสตร์ของไดโนเสาร์
“สยามแรปเตอร์” ขุดพบในแหล่งขุดค้นเดียวกันกับที่เคยพบ “สิรินธรนา” เป็นชั้นหินที่ก่อตัวขึ้นในช่วง 113 ล้านปีถึง 125 ล้านปีก่อน โดยพบฟอสซิลโครงกระดูกรวม 22 ชิ้น ได้จากไดโนเสาร์อย่างน้อย 4 ตัว มีทั้งส่วนที่เป็นกระดูกสันหลัง, บางส่วนของขาและสะโพก กับเศษชิ้นส่วนของกะโหลกศีรษะ ที่รวมถึงกระดูกขากรรไกรด้านล่างที่อยู่ในสภาพดีด้วยฟันแหลมและคม มีลักษณะคล้ายฟันของปลาฉลาม
บรูแซตต์ระบุว่า เมื่อ ดร.ดวงสุดา ตรวจสอบซากกระดูกเหล่านี้โดยละเอียดก็พบว่ากระดูกมีถุงลมปรุพรุนเต็มไปหมด ซึ่งทำให้โครงกระดูกของไดโนเสาร์ “สยามแรปเตอร์” นี้มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษและช่วยให้หายใจได้เร็วขึ้น ทำให้มันกลายเป็นนักล่าที่ดุร้าย ว่องไว และเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วอย่างยิ่ง
การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่า “คาร์คาโรดอนโทซอร์” กระจัดกระจายแพร่หลายออกไปทั่วโลกในช่วงต้นยุคครีเทเชียส นอกจากนั้น ไดโนเสาร์กลุ่มอื่นๆ รวมทั้งอัลโลซอร์ ก็คงขยายรัศมีของพื้นที่อยู่อาศัยของตัวเองกว้างออกไปมากแล้วในเวลานั้น
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทวีปอเมริกายังคงติดเป็นดินแดนเดียวกันอยู่กับยุโรป และเอเชีย เปิดโอกาสให้ได้โนเสาร์ทั้ง 3 ทวีป ใช้ชีวิตผสมปนเปกันไปนั่นเอง
