หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที คลังฟอสซิลโคโ...

คลังฟอสซิลโคโลราโด ปูมบันทึก ‘กำเนิดโลกใหม่’

29.10.19 | 15:49 น.
ภาพจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ แสดงลักษณะของสัตว์และป่าดึกดำบรรพ์เมื่อ 66 ล้านปีก่อน (ภาพ-HHMI Tangled Bank Studios via AP)

เมื่อราว 66 ล้านปีก่อนหน้านี้ อุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งเข้าชนโลกบริเวณคาบสมุทรยูคาตัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นคือคลื่นความร้อนสูงแผ่ขยายออกไปทุกทิศทุกทาง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยไอละอองของน้ำและฝุ่นควัน ปิดบังแสงแดดไม่ให้ส่องถึงพื้นผิวโลกอยู่นานหลายเดือน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมาคือพืชพันธุ์ส่วนใหญ่ของโลกและบรรดาสัตว์ขนาดยักษ์ทั้งหลายที่พึ่งพาป่าดึกดำบรรพ์เหล่านั้นยังชีพล้มหายตายจากไป

สิ่งมีชีวิตราว 3 ใน 4 บนโลกในเวลานั้นสูญสิ้นไปจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมทั้งไดโนเสาร์ ที่เป็นเจ้าโลกอยู่ในเวลานั้น

นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันรู้ว่า หลังจากนั้นบรรดาสิ่งมีชีวิตเริ่มกลับคืนมาใหม่ ขยายจำนวนและแตกสายพันธุ์ออกไปจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่เหลือรอดจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นจนกลายเป็นชีวิตหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งมนุษย์ อย่างเช่นที่ได้เห็นกันอยู่ในเวลานี้

คำถามก็คือเมื่อใดและอย่างไร อะไรคือพืชและสัตว์ที่เหลือรอด การขยายจำนวนเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด ใช้เวลานานขนาดไหน?

ฟอสซิลจากห้วงเวลาดังกล่าว สามารถช่วยให้เราสันนิษฐานคำตอบเหล่านั้นได้ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ยิ่งมีฟอสซิลเรียงตามลำดับเวลามากเท่าใด คำตอบยิ่งละเอียดและชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

Advertisement

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ ไทเลอร์ ไลสัน นักบรรพชีวินวิทยา จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์เดนเวอร์ กับทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการขุดค้นจากแหล่งฟอสซิลเนื้อที่ 17 ตารางกิโลเมตรบริเวณ “คอร์รัล บลัฟฟ์” หรือกลุ่มผาชันคอร์รัล ใกล้กับเมืองโคโลราโด สปริง รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ในการสำรวจขุดค้นที่เริ่มต้นเมื่อ 3 ปีก่อน และเพิ่งตีพิมพ์รายงานผลการขุดค้นไว้ในวารสารวิชาการ ไซนซ์ เจอร์นัล เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา

กลุ่มหน้าผาชันในบริเวณดังกล่าวซึ่งกลายเป็นโขดหินระเกะระกะมากกว่า 300 ก้อน ส่วนใหญ่เป็นหินทรายและหินดินดาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเปลือกโลกเก่าแก่ที่ถูกกาลเวลากัดกร่อนและทำลายจนกลายเป็นก้อนหินโผล่สูงจากพื้นดินในปัจจุบัน แต่ภายในเป็นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ธรรมชาติในรูปของฟอสซิล ที่กินระยะเวลายาวนานถึงราว 1 ล้านปี หลังจากวิบัติภัยจากท้องฟ้าหนนั้น

(บน) ส่วนหนึ่งของฟอสซิลสัตว์ที่ขุดพบ (ภาพ-Frank Verock/HHMI Tangled Bank Studios via AP)

ไลสันยอมรับว่า เมื่อสำรวจครั้งแรกๆ โดยใช้การมองหาเศษซากกระดูกชิ้นเล็กชิ้นน้อยซึ่งเป็นวิธีสำรวจสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ตามปกติ บริเวณดังกล่าวไม่ให้ผลลัพธ์ใดๆ แต่อย่างใด จนต้องเปลี่ยนวิธีการมาเป็นการมองหาก้อนหินในลักษณะที่คาดว่าน่าจะหุ้มห่อซากฟอสซิลไว้ภายในได้ เมื่อกะเทาะให้แตกออกจากกัน บันทึกประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ในรูปของกะโหลกส่วนหัวและซากพืช หลายพันชิ้นก็แสดงให้เห็นในอุ้งมือนั่นเอง

คลังฟอสซิลนับเป็นพันๆ ชิ้นดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของชีวิตขนาดเล็กที่หลงเหลือจากครั้งนั้น พลิกฟื้นขึ้นมาใหม่ ขยายจำนวน ขยายขนาด แล้วขยายสายพันธุ์แตกต่างออกไปอย่างรวดเร็วหลังความพินาศสิ้นสุดลง แม้ว่าไลสันไม่แน่ใจนักว่าอาณาบริเวณที่เกิดการพลิกฟื้นชีวิตขึ้นมาใหม่ตามลักษณะที่ปรากฏในฟอสซิลมากมายที่พบครั้งนี้จะกินขอบเขตพื้นที่กว้างขวางมากขนาดไหนก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดก็แสดงให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นตามลำดับเหนือพื้นผิวของทวีปอเมริกาเหนือในช่วงเวลานั้น

(ล่าง) ส่วนหนึ่งของฟอสซิลพืชที่ขุดพบจาก คอร์รัล บลัฟฟ์ โคโลราโด (ภาพ-Frank Verock/HHMI Tangled Bank Studios via AP)

ข้อมูลที่ได้จากซากดึกดำบรรพ์ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าทึบ แหล่งที่อยู่อาศัยของบรรดาไดโนเสาร์เจ้าโลกอย่าง ที.เร็กซ์ กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่มีน้ำหนักตัวราว 8 กิโลกรัมเท่านั้น ไม่นานหลังจากเกิดวิบัติภัยที่ทำให้ทั้งป่าวอดวายไปด้วยนั้น กลุ่มที่ฟื้นตัวเร็วที่สุดคือพืชจำพวกเฟิร์น ที่แผ่ขยายอาณาเขตปกคลุมทั่วบริเวณดังกล่าว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้นน้ำหนักพอๆ กับหนูตัวใหญ่ๆ ในปัจจุบันเท่านั้น

เมื่อถึง 100,000 ปีหลังอุกกาบาตตก พื้นที่ป่าแต่เดิมที่กลายเป็นทุ่งเฟิร์นสุดลูกหูลูกตา กลายเป็นป่าต้นไม้โบราณประเภทปาล์มไปแล้ว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีขนาดใหญ่ขึ้น พอๆ กับตัวแรคคูน ซึ่งแทบจะใหญ่เท่ากับที่เคยมีก่อนหน้าอุกกาบาตพุ่งชนโลกแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการพลิกฟื้นชีวิตที่เร็วมากทีเดียว

เมื่อล่วงเลยมาถึง 300,000 ปีหลังเหตุการณ์ ไม่เพียงมีต้นไม้ดึกดำบรรพ์ในตระกูลวอลนัท เติบโตขยายพันธุ์กระจายอยู่ทั่วไปแล้วเท่านั้น แต่ยังเริ่มมีการแตกสายพันธุ์แยกออกไปจากเดิมอีกด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้เป็นสัตว์กินพืช และเริ่มมีขนาดเท่ากับบีเวอร์ตัวใหญ่ๆ เชื่อว่าวิวัฒนาการขนาดตัวไปตามพืชจำพวกวอลนัทในเวลานั้น

(HHMI Tangled Bank Studios via AP)

พอถึง 700,000 ปีหลังเหตุการณ์ เริ่มปรากฏซากฟอสซิลของพืชตระกูลถั่วมีฝัก (legume) ให้เห็นเป็นครั้งแรก และในช่วงเวลานี้นี่เองที่ซากฟอสซิลสัตว์ แสดงให้เห็นถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ขุดค้นพบในการสำรวจครั้งนี้ 2 ชนิดด้วยกัน หนึ่งในจำนวนนั้นมีขนาดใหญ่ น่าจะมีน้ำหนักถึง 50 กิโลกรัม ซึ่งเทียบแล้วมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่รอดจากอุกกาบาตมาได้ถึง 100 เท่าตัวทีเดียว

ไลสันเชื่อว่า การหายไปของไดโนเสาร์ทำให้เกิดช่องว่างของวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตขึ้นและกลายเป็นปัจจัยผลักดันให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวใหญ่ขึ้นเพื่อเข้าไปแทนที่ช่องว่างในห่วงโซ่อาหารที่เคยเป็นไดโนเสาร์ แต่ในเวลาเดียวกัน คุณภาพและชนิดของอาหารที่เปลี่ยนไปในอาณาบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว กลายเป็นแหล่งโปรตีนอย่างดีและทำให้เหล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

ในความเห็นของไลสัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ก่อวิวัฒนาการขึ้นในพื้นที่นี้ อาจเป็นส่วนที่รอดชีวิตจากเหตุดังกล่าวมาก็เป็นได้ และเป็นไปได้เช่นกันที่เป็นสัตว์ซึ่งอพยพเข้ามาจากแหล่งอื่น

การค้นพบครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการบรรพชีวินวิทยาอย่างสูง ผู้เชี่ยวชาญอย่าง สเตฟานี สมิธ จากฟีลด์ มิวเซียม ในนครชิคาโก ชี้ว่า รายละเอียดของการค้นพบครั้งนี้ เมื่อนำมาศึกษารวมกับการค้นพบจากที่อื่นๆ จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจถึงความซับซ้อนของการพลิกฟื้นชีวิตในยุคดึกดำบรรพ์ได้เป็นอย่างดี

จิ้น เหมิง ผู้เชี่ยวชาญประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน ในนิวยอร์ก ระบุว่า นี่เป็นการค้นพบ “บันทึกโลก” ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา