“รูหนอน” หรือ “เวิร์มโฮล” คือเส้นทางลัดในห้วงอวกาศที่ปรากฏอยู่ในนิยายวิทยาศาสตร์ ในภาพยนตร์ไซ-ไฟ ทั้งหลายมาเนิ่นนานแล้ว รวมทั้งภาพยนตร์ชุดยอดฮิตอย่าง “สตาร์ วอร์ส” และ “สตาร์ เทร็ค” ที่กระตุ้นให้จินตนาการของหลายต่อหลายคนบรรเจิดมานานปี
คำถามที่มักถามกันเสมอก็คือ “รูหนอน” ที่ว่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่? ซึ่งเป็นคำถามที่มักต่อด้วยประโยคที่ว่า แล้วเราสามารถ “วาร์ป” ผ่านรูหนอนได้จริงหรือเปล่า?
“รูหนอน” ที่ว่านี้เป็นคำเรียกขานในนวนิยายก็จริง แต่ที่น่าสนใจก็คือ นักเขียนเหล่านั้น เขียนเรื่องนี้ขึ้นจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์จริงๆ คำเรียกขานในทางทฤษฎีฟิสิกส์ดาราศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “ไอน์สไตน์-โรเซน บริดจ์” (Einstein-Rosen bridge) หรือ “สะพานของไอน์สไตน์-โรเซน” นั่นคือ อย่างน้อยที่สุด รูหนอน ที่ว่านี้ก็มีอยู่จริงในทางทฤษฎี ปรากฏอยู่ในทฤษฎียิ่งใหญ่ของไอน์สไตน์ที่เรียกว่า “ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป” นั่นแหละ
รูหนอนในทางทฤษฎีนั้น อธิบายง่ายๆ โดยอาศัยกระดาษแผ่นหนึ่ง วางราบอยู่กับพื้นระนาบ สมมุติให้แผ่นกระดาษเป็น “อวกาศ” กำหนดจุด 2 จุด คือ จุด ก. กับจุด ข. บนแผ่นกระดาษดังกล่าว หากเราลากเส้นระหว่างจุด ก.ไปยังจุด ข. เท่ากับเป็นการเดินทางจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในสภาพ 2 มิติ ในแนวระนาบ เราจะใช้เวลาประมาณหนึ่ง
แต่หากหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นแล้วพับปลายสองข้างให้โค้งเข้าหากัน เพิ่มมิติเข้าไปอีกมิติหนึ่ง เราสามารถเดินทางจากจุด ก. ไปยังจุด ข. ได้เหมือนเดินด้วยการเดินทางไปตามผิวแผ่นกระดาษ และยังเลือกเดินทางลัดได้อีกทางหนึ่งด้วยการเจาะทะลุแผ่นกระดาษตรงจุด ก. แล้วข้ามไปสู่จุด ข. เลย ลัดเวลา ลัดระยะทางลงได้มากมาย ขึ้นอยู่กับว่าแผ่นกระดาษในมือเราโค้งงอมากน้อยเพียงใด รูทะลุดังกล่าวนี้แหละคือ “รูหนอน”
โดยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปแล้ว อวกาศ หรือสเปซ บิดโค้งงอได้ ดังนั้น รูเชื่อมต่อที่เป็นทางลัดทำนองเดียวกันก็ควรปรากฏอยู่ได้ด้วย
จะค้นหา “รูหนอน” ในอวกาศได้ยังไง? นักดาราศาสตร์ทั้งสมัครเล่นทั้งมืออาชีพ คุ้นเคยกับทฤษฎีของไอน์สไตน์เป็นอย่างดีมานานปีดีดัก แต่จนกระทั่งถึงบัดนี้ยังไม่มีใครเจอะเจอรูหนอนที่ว่านี้เลยแม้แต่คนเดียว
แม้แต่วิธีการค้นหา ยังไม่มีใครเคยคิดค้นออกมา จนกระทั่ง 2 นักฟิสิกส์ อย่าง ไต้ เต๋อ จาง นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย หยางโจว ในจีนและมหาวิทยาลัย เคส เวสเทิร์น รีเสิร์ฟ ในโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา กับ เดยัน สโตจโควิช นักจักรวาลวิทยาและศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ประจำมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ผลงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาในวารสารฟิสิคัล รีวิว ดี. เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอแนวทางการค้นหาที่เป็นไปได้ในการค้นหา “รูหนอน” ที่ว่านี้ออกมาอย่างเป็นทางการ
ศาสตราจารย์ สโตจโควิช อธิบายว่า ถ้าหากมีดาว 2 ดวง อยู่กันคนละฟากของรูหนอน ดวงดาวซึ่งอยู่ในฟากเดียวกับที่เราอยู่ต้อง “รู้สึก” ถึงอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของดาวที่อยู่อีกฟากหนึ่งของรูหนอน เหตุเพราะแรงโน้มถ่วงต้องถ่ายเทผ่านรูหนอนดังกล่าวได้
เขาอธิบายต่อว่า รูหนอนหรือทางลัดนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการบิดงออย่างรุนแรงของ กาล-อวกาศ (สเปซ-ไทม์) การบิดงอรุนแรงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องมีแรงโน้มถ่วงที่มีพลังสูงมากๆ ดังนั้น สถานที่ที่เหมาะสมกับการมองหารูหนอนหรืออุโมงค์ลัดที่ว่านี้ที่ดีที่สุดคือบริเวณที่ใกล้ๆ กับ หลุมดำมวลยิ่งยวด (ซุปเปอร์แมสซีฟ แบลคโฮล) ที่กระเพื่อมอยู่บริเวณแกนกลางของกาแล็กซีต่างๆ รวมทั้ง ซาจิททาริอุส เอ* (อ่านว่า ซาจิททาริอุส เอ.สตาร์) ในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรานี่เอง
ในการมองหาในพื้นที่ซึ่งคาดว่าจะเป็นหลุมดำมวลยิ่งยวดดังกล่าวนั้น ให้มองหาดาวฤกษ์สักดวงซึ่งโคจรอยู่โดยรอบ ซาจิททาริอุส เอ* ทำแผนที่วงโคจรที่ “ควรเป็น” ของมันเอาไว้เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้หากเกิดการเบี่ยงเบนออกไปจากวงโคจรที่ควรจะเป็นดังกล่าว ซึ่งนั่นแสดงว่า มี “รูหนอน” อยู่ในบริเวณนั้นทำให้ดาวซึ่งมองไม่เห็นส่งอิทธิพลแรงโน้มถ่วงผ่านมานั่นเอง
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ สโตจโควิชและไต้ เต๋อ จาง ชี้ว่า เทคนิคและเทคโนโลยีที่ใช้ในการสำรวจตรวจสอบกันอยู่ในเวลานี้ยังไม่ละเอียดอ่อนมากพอที่จะตรวจจับอาการเบี่ยงเบนอันเกิดจากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงผ่านรูหนอนนั้นได้
แต่นักวิจัยทั้งสองเชื่อว่า ในอีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะมีมากพอสำหรับใช้ตรวจจับการคงอยู่ของ “รูหนอน” ที่ว่านั้นได้นั่นเอง
สโตจโควิช ยังเตือนอีกว่า การมีรูหนอนอยู่ กับการเดินทางผ่านรูหนอนเป็นคนละเรื่องกัน แม้รูหนอนจะทะลุผ่านถึงกันได้ แต่ใช่ว่ายานอวกาศ หรือมนุษย์จะเดินทางผ่านไปใช้มันเป็นทางลัดได้
จะทำอย่างนั้นได้ต้องสร้างพลังมหาศาลในทิศทางทวนกระแสพลังของรูหนอน เพื่อให้รูหนอนคงสภาพอยู่ได้นานพอสำหรับการเดินทางผ่าน นักฟิสิกส์เรียกพลังที่ว่านั้นว่า “เนกกะทีฟ เอเนอร์ยี”
ซึ่งยังไม่มีใครทำได้อีกนาน หรือไม่ก็ไม่สามารถทำได้เลย!

