หอบมงกลับไทยให้ชื่นใจ ‘บิ๊นท์’ มิสอินเตอร์เนชั่นแนล

หอบมงกลับไทยให้ชื่นใจ ‘บิ๊นท์’ มิสอินเตอร์เนชั่นแนล

ใครจะรู้ว่าเด็กคนหนึ่งที่เฝ้าดูนักกีฬาทีมชาติไทยได้รับเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาระดับโลกผ่านจอโทรทัศน์แล้วมีความฝันที่อยากจะก้าวไปสู่จุดที่สร้างความสุขและประวัติศาสตร์ให้แก่คนไทย จะทำความฝันได้สำเร็จด้วยการเดินทางเข้าสู่ “วงการนางงาม” คว้ามงกุฎจากเวทีประชันความงามระดับแกรนด์สแลมของโลกกลายเป็น “มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019” ทั้งยังได้รับรางวัลพิเศษ เป็น “นางงามประจำทวีปเอเชีย” จากการโหวตของบรรดาผู้เข้าประกวดจากทั้งหมด 83 ประเทศ

เด็กช่างฝันคนนั้นคือ “บิ๊นท์ – สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์” ที่หนึ่งความสำเร็จของเธอ ได้สร้างประวัติศาสตร์ เป็น “สาวไทยคนแรกที่ได้ตำแหน่งนี้” พร้อมพามงกุฎแรกในประวัติศาสตร์ไทยด้วยความภาคภูมิใจ

และภายหลังจากคว้ามงกุฎ สาวบิ๊นท์ก็บินกลับประเทศไทย พร้อมมงกุฎอันทรงเกียรติมูลค่า 17 ล้านบาท กลับมาให้คนไทยได้ชื่นใจ ท่ามกลางการต้อนรับจากแฟนคลับที่มาต้อนรับแน่นสนามบินสุวรรณภูมิ

กล่าวถึงเส้นทางสู่การเป็น “นางงาม” ของบิ๊นท์ เรียกว่า “ใหม่ถอดด้าม” และ “ไม่ง่ายนัก” เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ก้าวเข้าสู่สังเวียนนางงาม เธอไม่เคยเดินบนรองเท้าส้นสูง 4 นิ้วมาก่อน กลัวความเจ็บแต่ยอมเข้าคอร์สดูแลความงามเพราะต้องการทำหน้าที่ตัวแทนของประเทศไทยให้ดีที่สุด และมีเวลาเตรียมความพร้อมก่อนไปประกวดเพียง 30 วันเท่านั้น

ซึ่งทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างราบรื่นด้วย “พลังบวก” ของเธอที่สะท้อนให้เห็นผ่านทัศนคติ การกระทำ และความมุ่งมั่น

กับกระแส “ไม่เห็นด้วย” หลังได้ตำแหน่ง “นางสาวไทย 2562” เป็นตัวแทนประเทศไปร่วมประกวดมิสอินเตอร์ฯ บิ๊นท์เปิดใจว่า “เธอเข้าใจ” เพราะทุกคนย่อมอยากได้ตัวแทนที่สวย เหมาะสม ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วเขาจะมาด่า ยอมรับว่าตอนนั้นอาจจะยังไม่ดีพอ ยังขาดอีกหลายจุดเพราะยังใหม่ แต่ไม่เคยรู้สึกท้อเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“ถ้ามีอะไรเข้ามาแล้วทำให้เครียด จะทิ้งเร็วมาก ไม่พยายามเก็บไว้ เพราะจะทำให้เราไม่พัฒนา แล้วทำให้เป้าหมายไม่สำเร็จ ขณะเดียวกันก็เอาคำวิจารณ์มาปรับใช้ กระทั่งทุกวันนี้ก็เป็นบทพิสูจน์หนึ่งแล้วว่าเราทำได้แล้วนะ ไม่ใช่ความรู้สึกสะใจ แต่เป็นประมาณว่าภูมิใจในตัวฉันสิ ฉันทำได้แล้วนะทำให้คนไทยภูมิใจได้แล้วนะ” บิ๊นท์กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ก่อนทิ้งท้ายว่า

“สำหรับการเป็นนางงาม แม้ว่าแรกเริ่มอาจจะไม่ราบรื่น มีคนติชม แต่หากเราพัฒนาและตั้งใจ ทุกคนก็จะเห็นและกลายเป็นพลังกำลังใจ”

ครั้งแรกที่ ‘มงกุฎมิกิโมโต้’ มูลค่า 17 ล้านบาท เดินทางออกนอกประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ข้อกำหนดว่าต้องมีบอดี้การ์ดเดินทางมาด้วย

บทความก่อนหน้านี้จัดวอลเลย์ยู 14 ทั่วไทย เฟ้นดาวรุ่งปั้นเสริมทีมชาติ
บทความถัดไปไม่ธรรมดา “ปู่ไพวงษ์” ตอบกลับชาวเน็ตคอมเมนต์แรง “อย่าเอาแมทเป็นสะใภ้”