ต้องยอมรับว่า หนึ่งในซอฟต์แวร์ที่คนใช้กันมากที่สุดในโลก ก็คือ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ที่มีใช้กันในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่บนโลกนี้ และเมื่อมีผู้ใช้จำนวนมาก ก็แน่นอนว่าย่อมตกเป็น “เป้าโจมตี” ขนาดใหญ่ สำหรับกลุ่มผู้ไม่หวังดีทั้งหลาย
ยิ่งในปัจจุบัน ข้อมูลต่างๆ มีแนวโน้มที่จะไปอยู่บนคลาวด์หมด และคลาวด์ก็เป็นส่วนหนึ่งของบริการไมโครซอฟท์ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ก็ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อข้อมูลของผู้ใช้งานมากขึ้น
จากตัวเลข “ดัชนีการติดมัลแวร์ 2016” ที่ไมโครซอฟท์เพิ่งเปิดเผยไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่ มีความเสี่ยงอย่างมากที่จะถูกเหล่ามัลแวร์โจมตี โดยจากตัวเลขการติดมัลแวร์ทั่วโลก 5 อันดับแรกของประเทศที่มีการติดมัลแวร์สูงสุด เป็นประเทศจากเอเชีย-แปซิฟิกถึง 4 ประเทศ ในจำนวนนั้นคือ ปากีสถาน (อันดับ 1 ของโลก) อินโดนีเซีย (อันดับ 2) บังกลาเทศ (อันดับ 4) และเนปาล (อันดับ 5)
ในส่วนของดัชนีการติดมัลแวร์ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกนั้น อันดับ 1 คือ ปากีสถาน ตามด้วย 2.อินโดนีเซีย 3.บังกลาเทศ 4.เนปาล 5.เวียดนาม 6.ฟิลิปปินส์ 7.กัมพูชา 8.อินเดีย 9.ศรีลังกา 10.ไทย 11.มาเลเซีย 12.สิงคโปร์ 13.ไต้หวัน 14.จีน 15.ฮ่องกง 16.ออสเตรเลีย/เกาหลี 18.นิวซีแลนด์ และ 19.ญี่ปุ่น
โดยมัลแวร์ที่ถือเป็นภัยคุกคามมากที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิก คือ หนอน Gamarue ซึ่งเป็นไวรัสโทรจันที่เป็นอันตรายต่อระบบคอมพิวเตอร์ Skeeyah และ Peals ซึ่งเป็นโทรจันที่จะพยายามหลอกล่อให้เหยื่อติดตั้งโปรแกรมของมันลงไป
โดยมัลแวร์ทั้งหมดเหล่านี้จะสามารถขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณ ดาวน์โหลดมัลแวร์เพิ่ม หรือทำให้แฮกเกอร์ที่ประสงค์ร้ายสามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้
ขณะที่ Windows Advanced Threat Protection Hunting team ซึ่งเป็นทีมนักวิเคราะห์ภัยการคุกคามทางด้านไซเบอร์ ได้รายงานไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า ทางทีมได้ค้นพบกลุ่มของอาชญากรไซเบอร์ ที่ใช้ชื่อว่า PLATINUM ซึ่งเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่ปี 2009 มีเป้าหมายถึงหน่วยงานราชการ สถาบันด้านกลาโหม หน่วยข่าวกรอง และผู้ให้บริการโทรคมนาคมในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เหล่านี้คือภัยคุกคามที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น ยิ่งถ้าหากอยู่ในความประมาท ข้อมูลส่วนตัวของคุณก็จะตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี และไมโครซอฟท์ในฐานะผู้ให้บริการซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลกตระหนักดีถึงเรื่องนี้ และได้มีการพัฒนาหลังบ้านเพื่อทำหน้าที่ในการช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าทุกคน
หน้าที่ของไมโครซอฟท์ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์เท่านั้น หากแต่ยังเป็นผู้ที่สร้างความ “เชื่อมั่น” ให้แก่ลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ด้วย
ซีซาร์ เซอร์นูดา ประธานไมโครซอฟท์ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า ปัจจุบันทุกคนพูดถึงเรื่องคลาวด์ มุ่งไปสู่คลาวด์ แต่ “เราจะเชื่อมั่นในคลาวด์ได้มากน้อยแค่ไหน” ดังคำกล่าวของ
สัตยา นาเดลลา ซีอีโอของไมโครซอฟท์ เคยกล่าวไว้ว่า “ธุรกิจและผู้ใช้งานจะให้การยอมรับเทคโนโลยี เมื่อมันสามารถ ?เชื่อถือ? ได้เท่านั้น”
สำหรับไมโครซอฟท์แล้ว การสร้างความเชื่อมั่น ไว้ใจ หรือทรัสต์ ให้แก่ลูกค้า ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และสิ่งที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นได้จะต้องประกอบไปด้วยซีเคียวริตี้ หรือความปลอดภัย
ไพรเวซี หรือนโยบายความเป็นส่วนตัว ทรานส์พาเรนซี หรือความโปร่งใส และคอมพลายแอนซ์ หรือการทำตามกฎระเบียบ และที่สำคัญจะต้องความน่าเชื่อถือด้วย
ในส่วนเรื่องของความปลอดภัยนั้นจะประกอบไปด้วยการป้องกัน การตรวจสอบ และการตอบโต้ โดยไมโครซอฟท์เองมีศูนย์ไซเบอร์ไครม์อยู่ เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบอันตรายใดๆ ที่จะเข้ามาถึงผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ และมีการรายงานเรื่องภัยคุกคามต่างๆ เข้าไปในศูนย์ก็จะตรวจสอบก่อนที่จะตอบโต้กลับไปด้วยการช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ
ส่วนเรื่องของความเป็นส่วนตัวนั้น ไมโครซอฟท์ให้คำมั่นว่าจะปกป้องข้อมูลของลูกค้าบนคลาวด์เอาไว้ รวมทั้งรักษาข้อมูลของลูกค้าเอาไว้ ภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนดของแต่ละประเทศ และไมโครซอฟท์ยังเป็นบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่รายแรกของโลกที่ได้ ISO/IEC 27018 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านความเป็นส่วนตัวในระบบคลาวด์ ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการเลือกใช้บริการคลาวด์ของไมโครซอฟท์ได้อย่างมั่นใจ
สำหรับรายละเอียดของ ISO 27018 นั้นคือ คุณสามารถควบคุมการใช้งานข้อมูลของตัวเอง คุณสามารถรู้สถานะของข้อมูลตัวเอง รักษาข้อมูลของคุณให้ปลอดภัย ข้อมูลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อการโฆษณา
และเพื่อความโปร่งใส ไมโครซอฟท์จะแจ้งให้คุณทราบหากหน่วยงานของรัฐขอเข้าถึงข้อมูลของคุณ ซึ่งทางไมโครซอฟท์จะต้องชี้แจงให้ลูกค้าองค์กรทราบในกรณีที่หน่วยงานภาครัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการจะเข้าถึงข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ นอกจากว่าการชี้แจงดังกล่าวจะเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไมโครซอฟท์เองได้ปฏิบัติตามหลักการนี้มาโดยตลอด
ส่วนคอมพลายแอนซ์ ก็คือการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายของแต่ละประเทศ และสุดท้าย ความน่าเชื่อถือ ที่จะเป็นรากฐานของการสร้างความ “เชื่อมั่น” ของลูกค้าที่มีต่อไมโครซอฟท์
โดยรวมแล้ว การทำงานด้านความปลอดภัยของไมโครซอฟท์นั้น แทบไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าบรรดาบริษัทด้านความปลอดภัยอื่นๆ เลย เพียงแต่ที่สุดแล้ว ผู้ใช้งานเองก็ต้องคอยดูแลข้อมูลต่างๆ ของตัวเองในเบื้องต้น ด้วยการติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อป้องกันไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อ
นอกเหนือไปจากการทำงานอย่างแข็งขันของไมโครซอฟท์ ที่เรื่องของความ “เชื่อมั่น” ของลูกค้า เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

