ในที่สุดชีวิตนี้ก็ได้ไปเหยียบแผ่นดินอินเดียค่ะ!
อินเดียเป็นประเทศมหัศจรรย์ที่ไม่ใช่อยู่ๆ จะมาได้ มันต้องพร้อมและถึงเวลาของคนคนนั้นจริงๆ อย่างฉันเดินทางไปหลายประเทศ ผัดผ่อนกับอินเดียมาหลายครั้งว่าจะๆ แต่ในที่สุดก็ถึงเวลาของมันเอง
กัลยาณมิตร “วู้ดดี้” เป็นคนจัดทริปนี้ขึ้นมา สืบเนื่องมาจากตอนที่บวชเขาได้มาที่อินเดียกับท่าน ว.วชิรเมธี และคิดว่าอยากให้พ่อแม่เพื่อนฝูงได้มาเห็นและสัมผัสอินเดีย เขาเลยจัดกรุ๊ปเล็กๆ มา
และฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นที่แสดงความจำนงว่าอยากมาร่วมทริปนี้ด้วย
เราได้ยินเรื่องอินเดียมาจากหลากหลายทาง ทั้งเรื่องเล่า เรื่องขำขัน เรื่องต้องระวัง และเรื่องตื่นเต้นต่างๆ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าต้องไปเผชิญมันด้วยตัวของตัวเอง
ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้เป็นหัวหน้าทัวร์ของเราครั้งนี้ ท่านมักให้ธรรมะ-ข้อคิดเตือนใจในระหว่างการเดินทางเสมอ
นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ฉันอยากเดินทางมาในครั้งนี้ เพราะได้อยู่ใกล้ชิดพระอาจารย์ที่รักและเคารพ
ในวันแรกท่าน ว. เทศน์บอกพวกเราเลยว่า มาอินเดียมีคาถากันน้ำตาไหลมอบให้กับทุกคน มี 3 ไม่ นั่นก็คือ
– ไม่แน่ ท่านบอกอะไรมันก็ไม่แน่ไม่นอน
แล้วก็มีเหตุการณ์มาทดสอบธรรมะเราทันที
เที่ยวบินจากเดลีไปพุทธคยาดีเลย์เกือบสองชั่วโมง
ทำให้โปรแกรมต้องเปลี่ยนแปลงไป เราก็ต้องยอมรับมันได้
– ไม่ได้ดั่งใจ มันไม่มีใครหรืออะไรทำอะไรถูกใจเราไปทั้งหมด
– ไม่มีอะไรสมบูรณ์ อย่าไปหาเอาความสมบูรณ์แบบอะไรในชีวิตมากมาย
ทั้งหมดนี้คือ “อย่าคาดหวัง” เมื่อไม่คาดหวังก็ไม่ผิดหวัง ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะต้องเป็นอย่างใจเราทุกอย่าง
แล้วพวกเราทั้งคณะก็ได้ใช้ธรรมะของท่าน ว. ในวันรุ่งขึ้นทันที
คณะมุ่งหน้าจากพุทธคยาไปพาราณสีโดยรถยนต์ เอเยนต์ทัวร์ก็บอกว่าใช้เวลาประมาณ 5-6 ชม. แต่จะมีพักระหว่างทางตอน 3 ชม. ให้ได้เข้าห้องน้ำ แวะกินน้ำกินท่ากัน
ก่อนหน้านี้ฉันและคิดว่าทุกๆ คนคงจะมีการเตรียมตัวเรื่องการเข้าห้องน้ำที่อินเดียมาพอสมควร
ฉันพยายามคิดภาพการเข้าห้องน้ำกลางทุ่งอยู่บ่อยครั้งว่าเราจะทำอย่างไรดี
ฉันเตรียมกระดาษเปียกฆ่าเชื้อโรค เจลล้างมือ ทิชชูไปมากมาย
เอเยนต์ทัวร์ก็แจก
และสิ่งแรกที่ทัวร์บอกและทำความเข้าใจกับคณะก็คือ ภาษามือสำหรับเข้าห้องน้ำ!!
ถ้าเอเยนต์ทัวร์หลับแล้วปวดห้องน้ำ ให้ทำภาษามือใส่คนขับ เขาจะเข้าใจ
– ยกนิ้วก้อย แสดงว่าปวดเบา เขาจะขอใช้เวลา 15-20 นาที หาทำเลเหมาะๆ ให้เรา
– ยกนิ้วโป้ง แสดงว่าปวดหนัก เขาจะใช้เวลา 5-10 นาทีหาที่จอดรถให้เรา
– แต่เรายกนิ้วก้อยกับนิ้วโป้ง (เหมือนคาราบาว) เขาจะหยุดรถให้ทันที แสดงว่าเร่งด่วนสุดสุด
แต่จนแล้วจนรอด พวกเราก็ยังไม่มีใครได้ใช้สัญลักษณ์มือสักครั้ง ฉันว่าเราก็ยังพอทนๆ กันได้
และไม่กล้าพอที่จะลงไปห้องน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
และที่สำคัญทัวร์ก็คอยหาที่พักที่มีห้องน้ำให้เราได้เข้าเสมอ อย่างเช่น วัดไทย ร้านอาหาร เป็นต้น
สรุปว่าเรื่องห้องน้ำในช่วงเวลา 2-3 ชม.ที่ผ่านมา ยังไม่เจอเรื่องน่าสะพรึง ขนลุกแต่อย่างใด
อย่างฉันเองก็ต้องคอยประคองตัวไปเรื่อยๆ นั่นคืออย่ากินน้ำมาก ถ้าหิวก็จิบๆ และอย่ากินขนมอะไรที่ทำให้หิวน้ำ มันต้องมีการวางแผนค่ะ
ดูว่าการเดินทางไปพาราณสีของเราก็น่าจะราบรื่นดี
แต่อินเดียมักมีบททดสอบให้เราเสมอ การไปถึงสังเวชนียสถานแต่ละที่
มันต้องใช้ความอดทน ความพยายาม และใจล้วนๆ
การจราจรที่ลื่นไหลมาติดขัดแถวๆ สะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ มีการทำทางเป็นระยะ รถค่อยๆ ไปแบบกระดื๊บๆ
หลุดออกจากสะพานมาได้ เป็นทางปกติ แต่ได้ยินเสียงบีบแตรไม่หยุดหย่อน (ซึ่งจริงๆ ก็บีบเกือบตลอดเวลานั่นแหละ) รถชะลอตัวบ่อยสลับหยุดนิ่ง บางครั้งถึงขั้นดับเครื่อง!
ตลอดเวลาการเดินทางนั้น บนรถจะมีท่านพระอาจารย์ซึ่งเป็นพระไทยอยู่อินเดียคอยเทศน์และบรรยายธรรมอยู่ตลอด ท่านก็จะเล่าเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าบ้าง เรื่องอินเดียบ้าง คำสอนต่างๆ บ้าง
แต่พอการจราจรบนถนนเริ่มเข้าขั้นวิกฤต นั่นหมายถึงจากถนน 4 เลน เริ่มมีรถจากอีกเลนวิ่งเข้ามาในเลนของรถเรา บางคันจอดอยู่นิ่งๆ ในเลนของเราในลักษณะหันหัวเข้าหา
แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ รถในเลนของเราทั้ง 2 เลนจอดแน่นิ่งสนิทไม่ไหวติง ทำเหมือนเป็นลานจอดรถยังไงยังงั้น รถด้านหลังก็พยายามจะแทรกขึ้นมา บีบแตรกันสนั่นหวั่นไหวไปทั้งถนน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
รถยังแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น
จนรถคันที่ 2 ของคณะเราตัดสินใจเบี่ยงหน้ารถไปข้ามเกาะกลางถนนไปอีกเลนหนึ่งซึ่งไว้สำหรับรถสวนมา!!!
คือเรากำลังไปขับในเลนเขา!!!
ทั้งพระทั้งฆราวาสงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากกกกก และที่ร้องกันสนั่นก็คือ รถคันเราหันหัวตามไปติดๆ และขับนำหน้ารถคันที่ 2 ทันที!!
นั่นหมายความว่า รถเราเป็นหน้าด่านในการขับทะลวงรถที่ขับสวนเรามา!
คุณคิดดูว่ามันระทึกขนาดไหน รถแต่ละคันเปิดไฟสูงสาดมา รถเล็กยังไม่เท่าไหร่เพราะเราเป็นรถบัสใหญ่กว่า แต่ตอนที่รถ 10 ล้อสวนมาสิ ร้องกรี๊ดทั้งคัน!!!!
มันยิ่งกว่าในหนังค่ะคุณ!! เพราะมันไม่ได้มาคันเดียว มันมาเรื่อยๆ ตอนนี้พระเลิกเทศน์แล้วค่ะ ท่านหันมาบรรยายสดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้า ท่าน ว. เงียบกริบเลยช่วงนี้
ท่านมาเฉลยหลังจากเราผ่านเหตุการณ์เร็วผ่านนรกมาได้แล้วว่า
“อาตมานั่งริมขวา เวลารถ 10 ล้อมันสวน มันมาทางอาตมา อาตมาเสียวไส้จริงๆ”
หลังจากนั้นท่าน ว. ก็นำสวดมนต์ แผ่เมตตาเสียเลย เรียกขวัญกำลังใจชาวคณะให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว
แล้วเราก็มารู้ภายหลังว่า ที่รถมันจอดๆ กันบนถนน โดยเฉพาะรถ 10 ล้อ เพราะด้านหน้ามีด่านตำรวจ แล้วที่อินเดียมีกฎว่าถ้ารถจอดอยู่ตำรวจห้ามมาตรวจ!!!
ถ้าไม่อยากโดนตรวจก็จอดนิ่งๆ มันซะเลย! มันคือเกมนี่คะคุณ ใครเหนื่อยก่อนแพ้ คือถ้าตำรวจเหนื่อยแล้ว ดึกแล้ว อยากกลับบ้านนอนแล้ว กลับเลย เพราะรถ 10 ล้อเขาจอดนอนไปนานแล้ว บางคันลงไปนั่งกินข้าวเลยดีกว่า
สรุปว่า เราใช้เวลา 10 ชม.เดินทางจากพุทธคยาถึงพาราณสี
นี่คืออินเดีย ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นค่ะ!

