2562 ปีทองนางงามไทย ‘2 มงใหญ่’ เวทีแกรนด์สแลม ผ่ามรสุมดราม่า บูลลี คำถามการเมือง

ปีทองนางงาม

2562 ปีทองนางงามไทย ‘2 มงใหญ่’ เวทีแกรนด์สแลม ผ่ามรสุมดราม่า บูลลี คำถามการเมือง

ปีทองนางงามไทย – กระแสความนิยมการประกวด “นางงาม” ในประเทศไทย เรียกว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นปรากฎการณ์ในสังคมตั้งแต่สังเวียนการประกวดในบ้านเพื่อหาตัวแทนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับสายสะพาย “ไทยแลนด์”

โดยเฉพาะเมื่อนางงามรุ่นพี่ในปีที่ผ่านมาทำผลงานได้น่าประทับใจ เข้าสู่รอบลึกๆ ได้สำเร็จ ย่นระยะทางสู่ “มงกุฎและสายสะพายเกียรติยศ” ให้ใกล้ขึ้น

จึงเกิดเป็น “ความหวัง” ที่ส่องสว่างในแวดวงนางงามไทย

ด้วยเหตุนี้ บรรยากาศการเฟ้นหา “นางงาม” ของไทยจึงเต็มไปด้วยความเข้มข้น ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากจะต้องมีความงามเป็นที่ประจักษ์แล้ว คุณสมบัติในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา ทักษะการเดินแบบ การตอบคำถาม ไหวพริบ โครงการจิตอาสาเพื่อสังคม ทัศนคติ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยเสริมให้ผู้เข้าประกวดโดดเด่น

และสะท้อนถึง “ความพร้อม” ที่จะไปฟาดฟันกับบรรดาสาวงามจากทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ปี 2562 นับว่าเป็น “ปีทองของนางงามไทย” เพราะในการประกวดนางงามระดับแกรนด์สแลม ทั้ง 5 เวที จัดอันดับโดย เดอะ โกลบอล บิวตี้ส์ โดยพิจารณาจากเวทีการแข่งขันระดับชั้นนำของโลก ซึ่งมีผู้เข้าประกวดจากหลากหลายประเทศ ประกอบด้วย มิสยูนิเวิร์ส, มิสเวิลด์, มิสอินเตอร์เนชั่นแนล, มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล และมิสซูปร้าเนชั่นแนล

นางงามจากประเทศไทยสามารถชิงมงกุฎมาได้ถึง 2 เวที คือ บิ๊นท์ – สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ กับตำแหน่งมิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 และ แอน – แอนโทเนีย โพซิ้ว กับตำแหน่งมิสซูปร้าเนชั่นแนล 2019 ขณะที่ตัวแทนสาวงามอีก 3 เวทีก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยมสามารถเข้าสู่รอบลึกทั้ง 3 เวที ดังนี้ โกโก้ – อารยะ ศุภฤกษ์ รองชนะเลิศอันดับ 2 มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล 2019, ฟ้าใส – ปวีณสุดา ดรูอิ้น ท็อป 5 มิสยูนิเวิร์ส 2019 และ เกรซ – นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ ท็อป 40 มิสเวิลด์ 2019

 

บิ๊นท์ สิรีธร กับมงแรกในประวัติศาสตร์ไทย
“ถ้าผู้หญิงธรรมดาอย่างฉันสามารถทำได้ ทุกคนก็ทำได้”

บิ๊นท์ – สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ หนึ่งนางงามที่กลายเป็นขวัญใจของคนไทย โดยเธอประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในทุกเวทีที่เข้าร่วม เริ่มต้นจากการประกวดเวที “นางงามกรุงเทพมหานคร 2019” เพื่อเป็นตัวแทนจังหวัดเข้าสู่เวทีระดับประเทศที่มีความเป็นมายาวนานที่สุดในประเทศไทยอย่าง “นางสาวไทย ประจำปี 2562” กระทั่งซิวมงกลายเป็น “นางสาวไทยคนที่ 51” สวมสายสะพายไทยแลนด์บินลัดฟ้าไปญี่ปุ่น เป็นตัวแทนประกวดในเวที “มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019” และคว้ามงกุฎมาครองได้สำเร็จ ทั้งยังได้รับตำแหน่งพิเศษจากการโหวตของเพื่อนๆผู้เข้าประกวด เป็น “นางงามประจำทวีปเอเชีย” อีกด้วย

เธอไม่ได้มีดีแค่ “สวย” แต่ยังเป็นแบบอย่างของความมุ่งมั่น ความพยายาม ความสตรอง เป็น “สมาร์ทวูแมน” ที่ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ภายหลังมงลง บิ๊นท์ก็ “เนื้อหอม” มีงานไหลมาเทมาไม่หยุด สมกับตำแหน่ง “มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019” ที่เธอฝ่าฟันและต่อสู้ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า “ไม่สมมง” มีความกังขาในเรื่องความสามารถในการตอบคำถาม หรือแม้แต่ความสามารถในเรื่องภาษา แต่ด้วยพลังบวกและทัศนคติที่ต้องเดินหน้าต่อไป ทำให้วันนี้เธอประสบความสำเร็จและ “ยืนหนึ่ง” ได้อย่างภาคภูมิใจ

“ทุกคนสตรองได้เหมือนกัน ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดเรา ไม่มีอะไรทำร้ายเราได้เลย ถ้าความคิดเราแข็งแรง และคิดในแง่ดี บิ๊นท์ไม่ได้พยายามคิดในแง่ดี แต่คิดอย่างนี้จริงๆ” บิ๊นท์กล่าวไว้ก่อนเดินทางไปประกวดที่ญี่ปุ่น โดยเธอมีเวลาทั้งหมด 27 วันในการเตรียมตัว

นอกจากนี้ สุนทรพจน์ที่เธอกล่าวบนเวทีมิสอินเตอร์เนชั่นแนล ก็ได้กลายเป็นวาทะจับใจ และส่งต่อแรงบันดาลใจแก่หญิงสาวทุกคน ดังที่ว่า

“ฉันรู้ว่าฉันโดนวิจารณ์อย่างหนัก ตอนที่ได้รับรางวัลในประเทศไทย แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ และตอนนี้ฉันมายืนอยู่บนเวทีแห่งนี้ ฉันกล้าที่จะฝันจะเป็นนางงาม แม้ว่าจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับงานของฉันเลย แต่ก็นำเอาคำวิจารณ์เหล่านั้นมาพัฒนาปรับปรุงตัวเอง เพื่อเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของประเทศ และสร้างความภูมิใจให้กับประเทศของฉัน ดังนั้น พลังผู้หญิงของฉัน คือ เราจะให้กำลังใจ สนับสนุน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทั่วโลก สร้างฝันให้เป็นจริง และสร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลกนี้ หากฉันได้เป็นมิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 ฉันจะเป็นแรงบันดาลใจว่า ถ้าผู้หญิงธรรมดาอย่างฉันสามารถทำได้ ทุกคนก็ทำได้เช่นกัน”

สำหรับ บิ๊นท์ ปัจจุบันอายุ 25 ปี ประกอบอาชีพเภสัชกรการตลาด ด้านยาภูมิคุ้มกันบำบัด โดยปีนี้คือจุดเริ่มต้นบนเส้นทางนางงามของเธอ เพราะเป็นการประกวดนางงาม “ครั้งแรก” ของชีวิต

 

อย่าตัดสินกันเพียงแค่ภายนอก แต่ต้องเรียนรู้กันจากภายใน
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ของ ‘แอนโทเนีย’ มิสซูปร้าเนชั่นแนล

ต่อที่อีกหนึ่งประวัติศาสตร์ของนางงามไทย แอน – แอนโทเนีย โพซิ้ว มิสซูปร้าเนชั่นแนล ไทยแลนด์ 2019 สาวงามวัย 22 ปี ลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ค ที่บินลัดฟ้าไปร่วมประชันความงามที่ประเทศโปแลนด์ กระทั่งคว้ามงกุฎและสายสะพาย “มิสซูปร้าเนชั่นแนล 2019” เวทีนางงามแกรนด์สแลมระดับต้นๆ ของโลก มาฝากคนไทยได้สำเร็จ พร้อมด้วยอีก 2 รางวัลพิเศษ คือ รองอันดับ 1 ท็อปโมเดลเอเชีย และรองอันดับ 2 มิสทาเลนต์ อีกด้วย

นับเป็นสาวไทยคนแรกที่คว้ามงกุฎมิสซูปร้าเนชั่นแนลมาครองได้สำเร็จ หลังจากจัดประกวดมาแล้ว 11 ปี
การันตีทั้งความสวยและความสามารถ สมตำแหน่ง!

ทั้งนี้ แอนโทเนีย ยังได้ตอบคำถามคณะกรรมการอย่างน่าประทับ ในหัวข้อ “ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในช่วงเจเนอเรชั่นของคุณคืออะไร และจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหานี้” ว่า

“ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือการที่ผู้คนในปัจจุบันเราไม่ใส่ใจกัน ทำดีต่อกันไม่มากพอ เราตัดสินกันง่ายๆ จากเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ไม่ได้ใช้เวลาเรียนรู้กันจากภายใน ซึ่งส่วนนั้นต่างหากที่เป็นคุณค่าที่แท้จริง ถ้าเราสามารถให้กำลังใจ สามารถเป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกันได้ มองกันและกันจากมุมอื่น โลกก็จะเป็นโลกที่สวยงามมากขึ้น และคนทุกคนก็จะมีความสุข” เธอกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน แอนโทเนีย กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ดหลักสูตรนานาชาติ สาขาวิชาการตลาดและประชาสัมพันธ์ เคยเข้าประกวด The Face Thailand Season 1 ในทีมพลอย เฌอมาลย์
ซึ่งความตั้งใจของเธอ หลังคว้ามงกุฏแรกมาให้ประเทศไทยได้แล้ว คือ “อยากทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม” เน้นไปที่การช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาด้วยการช่วยสอนภาษาอังกฤษ รวมทั้งรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของการออกกำลัง มีความรู้ดีแล้วต้องมีร่างกายแข็งแรงด้วย โดยส่วนตัวเธอชอบเล่นกีฬาบาสเก็ตบอล วอลเล่ย์บอล มวยไทย และฟุตบอล จึงอยากทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน

 

โกโก้ อารยะ รอง 2 มิสแกรนด์อินเตอร์ฯ
กับกระแสดราม่า #ไม่กินโกโก้

โกโก้ – อารยะ ศุภฤกษ์ อีกหนึ่งนางงามที่เคยเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้เฟ้นหานางแบบในทีมของเมนเทอร์ลูกเกด เมทินี นางแบบชื่อดังและนางงามรุ่นพี่ ก่อนเดินทางเข้าสู่เส้นทางประกวดนางงามและชิงตำแหน่ง มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2019 มาครองได้สำเร็จ กระนั้นระหว่างการประกวดก็มีกรณีดรามาเกิดขึ้นในประเด็นการแชร์รูปภาพนางงามรุ่นพี่ของอีกเวทีการประกวดนางงามและมีการเปรียบเทียบเรื่องรูปร่าง จนกลายเป็นที่ถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ผ่านแฮชแท็ก #ไม่กินโกโก้ และ #savemetinee ถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งมิสแกรนด์ไทยแลนด์ของเธอ ทั้งเรื่อง จริตเกินงาม การหัวเราะตลอดเวลา รวมถึงทัศนคติเรื่องรูปร่าง กระทั่งภายหลังมีแฟนเพจนางงามออกมาประกาศยุติการสนับสนุนโกโก้ก็มี

อย่างไรก็ตามหลังจากเป็นตัวแทน มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2019 ไปร่วมประกวดที่เวเนซุเอลา โกโก้ก็ทำผลงานได้ดีทั้งในรอบชุดว่ายน้ำ พรีลิม และการตอบคำถาม กระทั่งคว้าตำแหน่ง “รองชนะเลิศอันดับ 2 มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล 2019” มาครองได้สำเร็จ

ซึ่งภายหลังเธอได้ออกมาเปิดใจถึงเบื้องหลังและบรรยากาศการประกวดเวทีใหญ่ ว่า “สู้สุดชีวิต สู้ยิบตา เพราะตอนแรกไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ เรียนไปหมดทั้งแต่งหน้า ทำผม เดินแบบ ภาษาอังกฤษ แต่พอไปอยู่ในกองประกวดจริงๆ รู้สึกว่าไม่ได้ละ ต้องดึงศักยภาพของตัวเองออกมาสู้กับเขา โก้ทำการบ้านทุกวัน เวลามีกิจกรรมก็ต้องให้ความร่วมมือ ต้องอยู่ถึงวินาทีสุดท้ายเพื่อให้เขารู้ว่าฉันคือไทยแลนด์ ฉันเต็มที่นะ” โกโก้กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบัน โกโก้ อายุ 25 ปี จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต งานอดิเรกชอบวิปัสสนากรรมฐาน ความสามารถพิเศษเดินแบบ ขี่ม้า และการแสดง เคยเข้าประกวด มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2011 และคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 มาครอง

ความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้
ฟ้าใส ปวีณสุดา นางงามในดวงใจ

เรียกว่าในบรรดา “นางงามของไทย” ในปีนี้ ฮ็อตที่สุดก็ต้องเธอคนนี้ “ฟ้าใส – ปวีณสุดา ดรูอิ้น” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 เจ้าของปรากฎการณ์สนามบินแทบแตก เพราะแฟนนางงามต่างพร้อมใจเดินทางไปส่งเธอบินลัดฟ้าไปร่วมประกวดนางงามจักรวาลจนแน่นสนามบินสุวรรณภูมิ และแม้ว่าในที่สุดเธอจะไม่สามารถคว้ามงกุฎจักรวาลมาได้สำเร็จ แต่เธอก็ทำผลงานได้ดีโดยตลอด กระทั่งเข้ารอบลึก 5 คนสุดท้ายในการประกวดรอบตัดสิน ทั้งยังเป็นสาวงามจากเอเชียคนเดียวที่ผ่านเข้ารอบนี้

เรียกว่าไม่ทำให้แฟนๆ ต้องผิดหวัง ในศักยภาพของเธอ สะท้อนได้จากจำนวนของแฟนๆ ที่ไปรอต้อนรับเธอกลับบ้าน ไม่ได้น้อยลงจากตอนที่ไปส่งเธอประกวดเลย นอกจากนี้ยังมีควันหลงที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับคำถามที่ฟ้าใสได้รับบนเวทีการประกวดในหัวข้อเรื่อง “ความปลอดภัยและสิทธิความเป็นส่วนตัว” อีกด้วย

แล้วทำไมฟ้าใสถึงเป็นที่รักของแฟนนางงาม ?

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “สปิริต” ความเป็นนักสู้ของสาวงามคนนี้ เธอฝึกฝนอย่างหนัก และมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอยู่เสมอ ทั้งในระหว่างที่ประกวดเธอมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาแต่ก็ไม่ได้ทำให้ศักยภาพของเธอลดลง รวมไปถึงการเดินทางบนเส้นทางนางงามที่เธอมี “ใจรัก” ด้วยแม้ว่าจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ผ่านการผิดหวังมามากมาย แต่การเป็นนางงามสำหรับฟ้าใสมีความหมาย เพราะเธอมีเป้าหมายที่จะใช้พื้นที่นี้เป็นกระบอกเสียงในการช่วยเหลือคน และเวทีจักรวาลนั้นตรงกับตัวเธอที่สุด

ไม่ว่าจะเป็น “สวยอย่างมั่นใจ” ในแบบที่ตัวเองเป็น และมีความเชื่อมั่นในพลังของผู้หญิง เป็นผู้หญิงทรงพลัง
ซึ่งในการประกวดบนเวทีมิสยูนิเวิร์สปีนี้ ฟ้าใสได้ทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยได้เป็นอย่างดี เธอมอบ “ความสุข” ให้กับคนไทยอย่างมาก และเป็นอีกหนึ่งครั้งที่สาวงามจากประเทศไทยเข้าใกล้มงกุฎจักรวาลมากที่สุด

สำหรับ ฟ้าใส ปวีณสุดา ปัจจุบันอายุ 26 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี จาก University Of Calgary สาขาวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากประเทศแคนาดา เคยประกวดนางงามมาแล้วหลายเวที ไม่ว่าจะเป็น มิสไทยแลนด์ไชนิส คอสมอส 2013, นางสาวไทย 2013, มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017 ได้รับตำแหน่งรองอันดับ 2 และในที่สุดสามารถคว้าตำแหน่ง มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 และพาตัวเองเข้า 5 อันดับสุดท้าย มิสยูนิเวิร์ส 2019

 

ร้องไห้เกือบทุกวันหลังรับตำแหน่ง
เกรซ นรินทร ท็อป 40 มิสเวิลด์


เกรซ – นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ นางงามที่ประสบกับกระแสบูลลี ตั้งแต่ได้รับตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 ทั้งเรื่องสวยไม่สมมง การวิจารณ์เรื่องใบหน้า และการใช้เส้นสายในการรับตำแหน่ง สะสมไปจนกระทั่งเดินทางไปประกวดที่ประเทศอังกฤษพาตัวเองเข้าสู่รอบ 40 คนสุดท้ายได้สำเร็จ ซึ่งเบื้องหน้าทุกคนเห็นเธอในมุมที่ตั้งใจฝึกฝน และพัฒนาตัวเองเพื่อให้ “พร้อมที่สุด” สำหรับการเป็นตัวแทนประเทศไทย
และเป็นนางงามที่คนไทย “ภาคภูมิใจ”

โดยเธอถูกรับเลือกให้เป็น “เอมบาสเดอร์กรมสุขภาพจิต” ด้วยโครงการจิตอาสาเพื่อสังคมที่เธอทำมีจุดประสงค์เดียวกับโครงการของกรมสุขภาพจิต ที่ต้องการให้คำปรึกษาในด้านจิตวิทยา โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า เนื่องจากโรคซึมเศร้าและโรคเครียดกำลังเป็นปัญหาในสังคมไทย เห็นได้ชัดจากสถิติการฆ่าตัวตายไปจนถึงเรื่องยาเสพติด ปัญหาการหย่าร้าง และโรคทางกายต่างๆ

แต่ไม่เคยมีใครรู้ถึงสิ่งที่เธอต้องพบเจอบนเส้นทางสายนี้ ซึ่งภายหลังที่ม่านการประกวดปิดลง เธอได้เผยความในใจผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กของเธอ ความตอนหนึ่งว่า

“ไม่เคยมานั่งบอกว่า เราเก่งด้านไหน ถนัดอะไร หรือปฏิเสธคำพูดของใคร เพราะเชื่อว่า ทุกคนมีอิสระและเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงรู้ว่าไม่สามารถทำให้ทุกคนรักในแบบที่ “เราเป็นเรา” เกรซร้องไห้เกือบทุกวันหลังจากได้รับตำแหน่ง จากเด็กคนหนึ่งที่มีชีวิตธรรมดา ใช้ชีวิตมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองมี แต่พอคนรู้จักเรามากขึ้น สิ่งที่เรารัก ความเป็นเรา กลับผิด แย่ ไม่ดี มีการใช้คำหยาบคายมากมาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักเราจริงๆ ด้วยซ้ำ เพียงเพราะ…เรา “หน้าใหญ่” และยังมีกระแสล็อคมงอีก เรายังเคยคิดเลยว่า ถ้าเราล็อคมงจริง เราคงไม่มานั่งร้องไห้ขนาดนี้หรอก แต่ไม่มีใครรู้ เพราะเราไม่เคยบอก”

อย่างไรก็ตาม เกรซทิ้งท้ายว่า เธอผ่านมาได้เพราะมีคนรอบข้างที่ให้กำลังใจ และจากประสบการณ์ทั้งหมดทำให้เธอเรียนรู้ที่จะ “เติบโต”

“เพราะชีวิตเรามีแค่ชีวิตเดียว อย่าให้ใครมาทำร้ายชีวิต โดยเฉพาะความคิดของคุณเอง” นรินทรกล่าว

สำหรับ เกรซ ปัจจุบันอายุ 21 ปี นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอกจิตวิทยา เข้าร่วมการประกวดนางงามเป็นครั้งแรกและเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ เป็นเวทีแรกของเธอ

นับว่าเป็นอีกหนึ่งนางงามที่มีเรื่องราวเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนในสังคม

อย่างไรก็ดี นอกจาก 5 เวทีแกรนด์สแลมแล้ว ในปี 2562 ตัวแทนนางงามของไทยยังไปคว้ารางวัลในระดับนานาชาติมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “พลอย – พีรชาดา ขุนรักษ์” รองอันดับ 1 มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2019 เป็นตัวแทนไปคว้ามงกุฎใหญ่ เฟซ ออฟ บิวตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล 2019, “น้ำเพชร – ฏีญาภาร์ เศรษสิริสุวรรณ” คว้าเหรียญทองแดง ชุดราตรี และ เหรียญทองแดง นางงามมิตรภาพ ของกลุ่มไฟร์ จากเวทีมิสเอิร์ธ 2019, ปุ๊กกี้ – กาญจนา พิมพา มิสเดฟ ไทยแลนด์ 2019 (สาวงามผู้บกพร่องทางการได้ยิน) คว้ามงใหญ่จากเวทีมิส เดฟ เอเชีย 2019 เป็นต้น

พลอย – พีรชาดา ขุนรักษ์ (กลาง)

น้ำเพชร – ฏีญาภาร์ เศรษสิริสุวรรณ
ปุ๊กกี้ – กาญจนา พิมพา
บทความก่อนหน้านี้“บิ๊กป้อม”มอบสิทธิที่ดินให้เกษตรกร 324 ครัวเรือน รวม 2,375 ไร่ ยันรบ.ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
บทความถัดไปค้านประกัน อดีตเจ้าอาวาสวิตถารมั่วเซ็กส์ สามเณรเด็กวัด จ่อเอาผิดฐานค้ามนุษย์