กำลังผ่านพ้นปีแรกที่จัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทว่า มรสุมทางการเมือง และเศรษฐกิจ ได้ถาโถมด้านสังคมไม่น้อย เกิดประเด็นใหม่ๆ น่าจับตา อย่างมิติทางเพศ ที่ปีนี้มีการเรียกร้องเรื่องความเท่าเทียมทางเพศหนักมาก ขณะที่ผู้หญิง โดยเฉพาะนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เป็นเป้าถูก ‘เฮทสปีด’ หรือถูกคำพูดสร้างความเกลียดชังในสังคมจนน่าตกใจ รวบรวมเป็นปรากฏการณ์ด้านสังคมน่าสนใจ 10 เรื่อง ดังนี้
1.เหยียด ‘แต่งกายข้ามเพศ’ เข้าสภา
การเลือกตั้ง 2562 ได้ ส.ส.ที่ประกาศตัวเป็นคนข้ามเพศชัดเจนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เข้ามาอย่างน้อยๆ 4 คน ได้แก่ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์, ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์, ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ และกวินนาถ ตาคีย์ จากพรรคอนาคตใหม่
แน่นอนช่วงแรกที่เข้าสภา ต่างอยากแสดงตัวตนชัดเจนถึงเพศสภาพ แต่ก็ไม่วายถูกวิจารณ์หนัก ทำไมไม่ปฏิบัติตามกรอบประเพณีในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ บานปลายจนท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สรศักดิ์ เพียรเวช ต้องออกมาพูดว่า “ตามระเบียบไม่ได้กำหนดให้สมาชิกสภา ต้องแต่งกายที่ตรงกับเพศสภาพหรือไม่ แต่ขอให้แต่งกายชุดสุภาพเรียบร้อย” ก็เป็นอันไฟเขียว ส.ส.ข้ามเพศแต่งกายตามเพศสภาพเรื่อยมา
ภายหลัง ส.ส.ข้ามเพศ ออกมาบอกเจตนารมย์ถึงการกระทำดังกล่าว “ไม่ได้ทำตามใจตัวเอง แต่คือสัญลักษณ์ ที่บอกว่าเราเป็นตัวแทนของประชาชน คนที่มีความหลากหลายทางเพศก็มีสิทธินี้ ควรจะเป็นขนบใหม่ในสภาด้วย” ส.ส.ธัญญ์วารินกล่าว

2.มหากาพย์ ‘อีช่อ-ตั๊น 1,700 – คนสวย’
การประชุมสภาฯ ปีแรก มีดราม่าเกิดขึ้นตลอดกับ ส.ส.หญิง เริ่มต้นจาก น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี จากพรรคพลังประชารัฐ ที่เข้าสภาวันแรกๆ ก็ไลฟ์เฟซบุ๊กสดระบายความในใจออกมา มีวลีดังอย่างคำว่า ‘อีช่อ’ แม้จะออกมาชี้แจงว่าเป็นคำด่าพื้นบ้านของชาวราชบุรี แต่ถูกสังคมจับโยงกับ ‘ช่อ’ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ อย่างปฏิเสธไม่ได้
หลังจากนั้น กระแส ส.ส.ผู้หญิงก็แรงมาตลอด โดยเฉพาะด้านความขัดแย้ง จนเกิดเป็นแฮชแท็กดังในทวิตเตอร์ เช่น #อีช่อ #อีเอ๋ #ปารีณา ก่อนค่อยๆ จางหายไป กระทั่งมาปะทุอีกครั้งกับ ส.ส.หญิงป้ายแดง หลังจากได้อานิสงส์การเลือกตั้งซ่อมเชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้คะแนเสียง 1,738 คะแนน ดันให้ ‘ตั๊น’ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ขยับขึ้นมาเป็น ส.ส. พร้อม น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างมาก จนเกิดแฮชแท็ก #ตั๊น 1,700

ประเด็นนี้ นักสิทธิสิทธิสตรี ได้ออกมาปรามถึงคำพูดไม่เหมาะสม เพราะนี่คือการ ‘เหยียดเพศ’ และ ‘ดิสเครดิตทางการเมือง’ หาใช่การวิจารณ์เชิงเหตุผล ที่การได้เป็น ส.ส.ของตั๊น เกิดจากคะแนนสะสมของ ปชป.เกือบเต็มมาก่อนแล้ว
ก่อนผ่านไปไม่กี่เดือน ก็มีคำพูดในการประชุมสภา ‘คนสวย’ จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่มีต่อ ‘ช่อ-พรรณิการ์’ ซึ่งถูกเอ็นจีโอด้านสตรี วิจารณ์ว่านี่คือคำพูด ‘คุกคามทางเพศ’

3.เรียกร้อง กม. ‘คู่ชีวิต-คำนำหน้า’
อยู่กับรัฐบาล คสช.มา 5 ปี ปีนี้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพจึงคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) เริ่มที่ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต พ.ศ…. ที่เสนอโดย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
เดิมกลุ่มแอลจีบีที คาดหวังและเรียกร้องมายาวนาน อยากให้คนเพศเดียวกันสมรสได้อย่างถูกกฎหมายทุกประการ ทว่าเมื่อเห็นหลักการและเนื้อหาในชั้นกฤษฎีกา ก็ถึงกับสามัคคีกันส่ายหน้า และพากันตัดพ้อว่า “มีอย่างนี้ อย่ามีดีกว่า” เพราะให้สิทธิเสมือนพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่ได้ให้ศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่าคู่สมรสปกติ
ก่อนจะโยกมาผลักดัน ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศ พ.ศ…. ที่เสนอ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ที่มีเนื้อหาสาระคือ ให้คนข้ามเพศยื่นขอเปลี่ยนคำนำหน้า ‘นาย-นางสาว’ ตามเพศสภาพที่ดำรงอยู่ได้
แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จุติ ไกรฤกษ์ จะออกมาอาสาผลักดันเต็มที่ แต่ก็มีท่าทีว่าผลลัพธ์อาจไม่ถูกใจแฟนๆ เพราะเสียงส่วนใหญ่ยอมรับที่จะให้รับรองเพศ เฉพาะคนที่แปลงเพศมาแล้วเท่านั้น ซึ่งจะได้เฉพาะคนข้ามเพศที่มีทุนทรัพย์ไปแปลงเพศ จนเป็นปมขัดแย้งด้านสิทธิมนุษยชนที่ควรให้อย่างเท่าเทียม ในหมู่คนทำงานแอลจีบีทีที่ยังหาข้อสิ้นสุดไม่ได้
ภายหลังจึงมองไปถึงการแก้ ป.แพ่งและพาณิชย์ ในส่วนการสมรส แก้คำว่า ‘ชาย-หญิง’ แทนด้วย ‘บุคคลต่อบุคคล’ ถึงจะปลดล็อกที่แท้จริง
ทว่าช่วงเดือนสุดท้ายของปี กลับมีดราม่าเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ ด้วยการจูบในสภา ถูกสังคมวิจารณ์มากมายถึงความเหมาะสม จนลืมสาระหลักในการเรียกร้องครั้งนี้

4.นิสิต-ครูข้ามเพศ ร้อง วลพ. ถูกกีดกัน
วงการครู กำลังเผชิญแรงเสียดทานกับสังคมสมัยใหม่ ที่กลุ่มแอลจีบีทีออกมาแสดงตัวตน เรียกร้องสิทธิเท่าเทียม โดยปีนี้มีนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ รวมถึงครูผู้ช่วยของ สพฐ.หลายราย ออกมาเรียกร้องถูกละเมิดสิทธิเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเคสนิสิตจุฬาฯ นำโดย พิ้งค์-จิรภัทร นิสิตชั้นปีที่ 3 ออกมาเรียกร้องถูกอาจารย์ผู้สอนกีดกัน ไม่ให้เข้าเรียนและสอบ เพราะแต่งกายไม่ตรงตามเพศกำเนิด เธอยังพานิสิตข้ามเพศมาร่วมเรียกร้องกับ คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) ก่อนจะมีการสอบสวน
ที่สุด จุฬาฯ ออกประกาศ เรื่องการแต่งกายของนิสิต พ.ศ.2562 ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญ “นิสิตอาจแต่งเครื่องแบบตามเพศกำเนิดหรือเพศที่แสดงออกก็ได้”, “นิสิตอาจแต่งชุดสุภาพตามเพศกำเนิดหรือเพศที่แสดงออกก็ได้” ลงนามโดย ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ ประกาศ ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 เป็นอันไฟเขียวแต่งกายตามเพศสภาพได้เป็นต้นไป
แต่ตราบใดที่ วลพ.ยังไม่ออกคำวินิจฉัยอย่างเป็นรูปธรรม คนข้ามเพศในแวดวงครูก็ยังต้องเผชิญวิบากกรรมต่อไป

5.กฎหมายอาญาใหม่ ‘ข่มขืน’ โทษสูงสุด ‘ประหาร’
ถูกใจประชาชนหลายคน กับราชกิจจานุเบกษาประกาศ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ปรับเพิ่มโทษคดีข่มขืนให้รับโทษปรับและจำคุกหนักขึ้น
โดยเฉพาะมาตรา 277 ที่ระบุถึง การข่มขืนที่เหยื่อถึงแก่ความตาย ผู้กระทำมีโทษถึงประหารชีวิต ภายหลังเรียกร้องมานาน
ทว่า กับฝ่ายเอ็นจีโอด้านสิทธิสตรี ดูไม่ค่อยจะโอเคนักกับเรื่องดังกล่าว เพราะไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่าง จะเด็จ เชาวน์วิไล ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือการปรับความคิดคนในสังคมที่ยังมี ‘ทัศนคติชายเป็นใหญ่’ ให้มาเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ไม่มีเพศใดมีสิทธิเหนือกว่าเพศใด สอนเรื่องนี้กันจริงจังตั้งแต่เด็กๆ
“ฆ่าคนแล้ว แต่ความคิดนี้ยังอยู่ เราจะแก้ปัญหายังไง” จะเด็จตั้งคำถามท้าทาย ท่ามกลางการบังคับใช้กฎหมายใหม่และสถานการณ์ข่มขืนยังคงวนเวียนอยู่

6.เบรก พ.ร.บ.ครอบครัวใหม่ ท่ามกลางความรุนแรงพุ่ง
จากเรื่องที่ได้แต่เก็บงำไว้ภายในครอบครัว ถูกทำให้เปิดขึ้นจาก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้
เพราะความรุนแรงในครอบครัว ยอมไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องต้องเก็บ และอย่ายอมทุกข์ทน ทว่า 10 ปีผ่านไป กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ยกร่างกฎหมายใหม่
เสริมตรงนั้นใส่ตรงนี้ เสนอจนได้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 และมีผลให้ยกเลิกกฎหมายปี 2550
แต่หลังบังคับใช้ไปไม่กี่วัน คณะรัฐมนตรีต้องออก พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม มาเบรกกฎหมายใหม่ แล้วให้นำกฎหมายเดิมกลับมาใช้พลางไปก่อน
เป็นประเด็นร้อนที่ฝ่ายค้านมองว่าขัดรัฐธรรมนูญ จนมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่าออก พ.ร.ก.โดยไม่จำเป็นหรือไม่ ด้าน ‘จุติ ไกรฤกษ์’ รมว.พม. ออกมายอมรับถึงความไม่พร้อม หยุดดีกว่าฝืนใช้ แล้วถูกฟ้องร้องภายหลัง
ก่อนถูกเอ็นจีโอออกมาโจมตี ที่เป็นอย่างนี้เพราะไม่รับฟังเสียงประชาชนตั้งแต่แรก
เป็นความสับสน ท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวที่พุ่งขึ้น เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่ความรุนแรงเกิดขึ้นทุกพื้นที่ จากเดิมที่เกิดเฉพาะเมืองใหญ่ เปิดเผยโดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

7.’ลาลาเบล’ ตาย เปิดโปงวงการพริตตี้สายเอ็น
ทำเอาสังคมหันมาให้ความสนใจและรู้จักอาชีพ ‘พริตตี้’ กันอย่างลึกซึ้งเลยทีเดียวกับ กับเหตุการณ์เสียชีวิตของพริตตี้ ‘ลัลลาเบล’ วัย 26 ปี ที่รับว่าจ้างไปเป็นพริตตี้เอ็นเตอร์เทนชงเหล้า ที่บ้านหลังหนึ่ง ย่านอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งในแง่กระบวนการยุติธรรม ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน
แต่ที่ต้องโฟกัสมากๆคือ ความเสี่ยงของผู้หญิง เพราะจากปรากฏการณ์ลันลาเบล มีการตีแผ่ชีวิตพริตตี้สายเอ็นเตอร์เทน ที่ลักษณะการทำงานต้องดื่มเหล้าตลอด ถูกลูกค้าผู้ชายแตะเนื้อต้องตัว บางงานก็จูงใจพริตตี้ดื่มช็อตต่อช็อตชิงเงิน เหล่านี้ทำให้พวกเธอถูกลวนลามและละเมิดทางเพศได้ง่าย ถูกข่มขืนก็ไม่กล้าเข้าแจ้งความ เพราะถูกมองว่าก็ทำงานอย่างนี้เอง ทั้งที่สาวๆสายเอ็นฯ “ต้องการทำงาน เพื่อได้เงิน ไม่ได้อยากถูกลวนลาม หรือข่มขืน” ระยะยาวยังมีผลต่อสุขภาพ
จนมีการเรียกร้องรัฐเข้ามาดูแล หาหลักประกันความปลอดภัยในการทำงานของผู้หญิงดังกล่าว แต่เรื่องก็เงียบหายไปพร้อมคดีความ

8.’ซึมเศร้า’ คร่าชีวิตเยาวชน
เป็นภัยเงียบของสังคมที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย ไม่ว่าจะคนดังอย่าง ศิลปินเกาหลี ‘ซอลลี่’ อดีตนักร้องเกิร์ลกรุ๊ป รวมถึงคนดังอีกหลายคน ก็ยังลุกลามมาถึงเด็กและเยาวชนไทย ที่ปีนี้เสียชีวิตจากโรคซึมเศร้าไปไม่น้อย
ไม่ว่าจะเด็กนักเรียนกระโดดตึกที่โรงเรียน เพราะถูกเพื่อนล้ออ้วน กระโดดหอพักและสะพานข้ามแม่น้ำ เพราะกดดันเรื่องการเรียน
คดีสะเทือนขวัญ ‘ฆ่าหั่นศพแม่ยัดตู้เย็น’ ล่าสุด ก็มีการโยงโรคซึมเศร้าเข้ามาเกี่ยวข้อง
จึงเป็นภัยเงียบที่คนในสังคมให้ความสนใจมากขึ้น ถึงอาการผู้เป็นโรคซึมเศร้าเป็นอย่างไร เช่น รู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ คิดถึงแต่ความตาย ฯลฯ หากมีลองปรึกษาแพทย์ได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

9.ขยายสิทธิเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด
เฮลั่นกันทั้งแม่และเด็ก ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติขยายโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ให้เงิน 600 บาทต่อเดือน แก่เด็กแรกเกิดถึง 6 ปี จากเดิมถึง 3 ปี และขยายฐานรายได้ครัวเรือนละไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จากเดิมรายได้ไม่เกิน 36,000 บาทต่อปี แม้จะเริ่มเบิกจ่ายกันช้าไปหน่อย แต่ก็ได้ตกเบิกย้อนหลังกันเปรมปรีดิ์ โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิ์ 1,012,426 คนแล้ว
10.ขอเพิ่มเบี้ยคนพิการ-สูงอายุ 1 พันบาท
เบี้ยเด็กแรกเกิดขยับแล้ว ส่วนเบี้ยคนพิการที่ปัจจุบันให้ 800 บาทต่อเดือน เบี้ยผู้สูงอายุตามขั้นบันได 600-1,000 บาท ก็อยากขยับขึ้นบ้าง อย่างน้อย 1,000 บาทต่อเดือน หลังขยับครั้งสุดท้ายมาไม่น้อยกว่า 4 ปีแล้ว
เรื่องเพิ่มเบี้ย มีหลายพรรคการเมืองหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พม.เองก็ตอบรับ ตอนเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ
ทว่า ล่าสุดนายจุติออกมายอมรับอย่างเปิดอกแล้วว่า “เงินกองกลางรัฐบาลปีงบประมาณ 2563 ขณะนี้มีให้แค่ 8 หมื่นล้านบาท ฉะนั้นหากไปโยกตรงนั้นมาตรงนี้ กระทรวงอื่นๆ ก็ไม่ต้องกินต้องใช้อะไรเลย จึงต้องยอมหน้าแตกด้วยเหตุและผลว่า ไม่มีเงินให้จริงๆ”

ก้าวสู่ปีแห่งการตกผลึกทางความคิดและผลงาน ที่คงได้เห็นความคืบหน้าด้านสังคมพอสมควร

