ยังคงเป็นความฝันของมนุษย์เงินเดือนเสมอ กับการลาออกจากงานประจำ มาเปิดร้านเล็กๆ ไม่ว่าจะร้านกาแฟ ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร หรือกับคนที่กำลังเกษียณอายุ แต่มีความจำเป็นต้องทำงานหารายได้ต่อเนื่อง ก็คงคิดเหมือนกัน
การเปิดธุรกิจไม่ใช่เรื่องยาก หากมีเงินลงทุน แต่สำคัญที่สุดคือ เปิดแล้วจะทำอย่างไรให้เดินไปตลอดรอดฝั่ง ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่หลายคนยกให้เป็นปีแห่งการ “เผาจริง”
ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินรับมือไหม ในมุมมองผู้ประกอบการณ์เอสเอ็มอี ที่มาเปิดประสบการณ์และมุมมอง ในงานมาร์เก็ตเธียร์ฟอรั่ม ครั้งที่ 17 ตอน “SME: Do & Don’t แชร์ประสบการณ์ ฝ่ามรสุมธุรกิจ 2020” จัดโดย นิตยสารมาร์เก็ตเธียร์ ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ชั้น 9 สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์
เริ่มที่ ผู้หญิงแกร่ง อดีตพนักงานประชาสัมพันธ์สายการบินแห่งหนึ่ง ที่ตัดสินใจทิ้งเงินเดือนเฉียดแสน ตอนอายุ 45 มาทำร้านอาหารอีสาน ด้วยความชอบรับประทานอาหารอีสาน ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ทำอาหารเลย เป็นคนรับประทานอาหารไม่ปรุงด้วยซ้ำ
สุภาพร ชูดวง ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท บ้านส้มตำกรุ๊ป จำกัด หรือ ร้านอาหารบ้านส้มตำ ซึ่งปัจจุบันมี 9 สาขา มียอดขาย 300 ล้านบาทต่อปี เล่าว่า 2 ปีแรกที่ทำร้าน ดิฉันร้องไห้ทุกวัน เพราะเคยแต่ทำงานเอกสารในห้องแอร์มาตลอด แต่วันหนึ่งต้องเปลี่ยนมาตื่นเช้าทุกวัน เพื่อมาซื้อของที่ตลาด มันเหนื่อยมาก แต่ก็มาคิดว่าเมื่อตัดสินใจแล้วต้องไม่ท้อถอย เราต้องทำให้สำเร็จ

15 ปีแห่งความสำเร็จของบ้านส้มตำ ไม่ได้มาง่ายๆ เธอเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ตลาดอาหารอีสาน หาจุดแข็ง เช่น ใช้วัตถุดิบน้อย ใส่ใจจุดอ่อน เช่น มักทำไม่สะอาด นำมาปรับปรุงและพัฒนาจนพบ 3 หัวใจสำคัญประสบความสำเร็จ คือ 1.บริการ เธอจัดเทรนด์นิ่งพนักงานอย่างมีระบบ อย่างพนักงานจะเริ่มปูพื้นฐานที่เรื่องก้นครัว เรียนรู้พัฒนาจนสามารถเชียร์อาหารได้ และมีความก้าวหน้าในตำแหน่งและรายได้ 2.สถานที่ เธอเนรมิตพื้นที่ร้านด้วยต้นไม้นานาชนิด เป็นพื้นที่สีเขียวที่สร้างบรรยากาศนั่งรับประทานอีสานที่ได้ความผ่อนคลาย และ 3.ตัวอาหาร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของร้าน เธอใส่ใจตั้งแต่การเก็บวัตถุดิบให้มีความสดกรอบ ลงลึกถึงการตำส้มตำที่ต้องมีจังหวะ ลงน้ำหนักที่เหมาะสมเพื่อเนื้อมะละกอไม่เละ ตลอดจนคลุกให้เข้าถึงรสชาติที่ลูกค้าต้องการ ทำเป็นสูตรสำเร็จเดียวกัน จนทำให้ทั้ง 9 สาขามีรสชาติอาหารแทบไม่แตกต่างกัน

“การตัดสินใจมาทำธุรกิจเล็กๆ กำลังใจสำคัญสุด ต้องบอกว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่สบายไปกว่าการเป็นลูกจ้าง อย่างดิฉันตอนนี้ทำงาน 7 วัน ตอนกลางคืนก็ยังคิดเรื่องงาน แต่มันก็คุ้มค่าในเรื่องเม็ดเงินและความยิ่งใหญ่ ซึ่งต้องแลกกับการออกมาจากคอมฟอร์ทโซน”
เทคนิคการทำธุรกิจในปี 2020 สุภาพรมองว่า ต้องสู้อย่างมีสติ ท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้าน ต้องอย่าทำอะไรเกินตัว คิดจะทำอะไรต้องศึกษาให้ทะลุ ก็จะเห็นเป้าหมายที่ชัดเจน
ขณะที่ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ร้าน “โจนน์สลัด” แม้จะคิดเร็ว ทำเร็ว เป็นร้านขายสลัดแรกๆ ในกรุงเทพฯ และได้เสียงตอบรับดี แต่ก็ไม่วายมีเรื่องต้องให้คิดหนัก
อาริยะ คำภิโล อายุ 31 ปี ประธานกรรมการ บริษัท โจนน์สลัด จำกัด เล่าว่า การทำธุรกิจที่ได้รับเสียงตอบรับดี แน่นอนว่าหลังจากนั้นจะมีคนทำตาม เกิดคู่แข่ง ซึ่งเขาอาจลงทุนมากกว่า ทำร้านสวยกว่าได้ ฉะนั้นเราจะต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาร้าน อย่างที่ร้านพยายามคิดค้นสูตรน้ำสลัดใหม่ๆ ให้ถูกปากคนไทยอยู่ตลอด รวมถึงพยายามสร้างแบรนด์ ที่ไม่มีใครสามารถก๊อบปี้ได้

เขาศึกษาจนค้นพบว่า แบรนด์ที่ผู้คนจะจดจำและอยู่ได้ดี ต้องเป็นแบรนด์ที่ช่วยเหลือคน จึงตัดสินใจสร้างเพจเฟซบุ๊ก
Jones Salad คอยให้ความรู้ข้อมูลสุขภาพ ผ่านเส้นสายการ์ตูนที่เขาชื่นชอบ ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด มียอดผู้กดไลค์และติดตาม จำนวน 1.1 ล้านคน สามารถสร้างภาพลักษณ์เป็นแบรนด์มืออาชีพด้านสุขภาพจริงๆ

“เทคนิคที่แชร์ของผมคือ การทำธุรกิจอย่ารอให้พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์แล้วค่อยทำ เพราะหากรอพร้อม คนอื่นก็ชิงทำไปแล้ว ฉะนั้นทำอะไรได้ก่อนก็เริ่มก่อน จากนั้นค่อยเรียนรู้และต่อยอดอยู่ตลอด ก็ถึงจุดหมายได้เหมือนกัน” อาริยะกล่าว
ถัดมาที่ธุรกิจนำเข้าเสื้อผ้าจากญี่ปุ่น “J Fabric” จากลูกหลานพ่อค้าขายเสื้อผ้าย่านสำเพ็ง มองเห็นโอกาสที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า จึงสร้างธุรกิจเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างมาก
ธนกร เจนเจษฎา อายุ 37 ปี เจ้าของร้าน J Fabric ร้านขายผ้านำเข้าจากญี่ปุ่น เล่าว่า ธุรกิจเสื้อผ้าต่างจากธุรกิจอาหาร ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้ามาได้ เพราะต้องอาศัยเงินทุนและประสบการณ์สูง อย่างผมมีประสบการณ์ที่เป็นลูกพ่อค้าเสื้อผ้า อยู่และเห็นมาตลอด รู้ว่าธุรกิจเสื้อผ้าบางครั้งสินค้าก็อยู่ในสต๊อกเป็นเวลานาน จะขายได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉะนั้นเงินหมุนเวียนต้องมีมากพอ ขณะเดียวกันก็ต้องมั่นใจว่าสินค้าที่อยู่ในสต๊อก ถึงนานอย่างไรสุดท้ายก็ขายได้ ซึ่งต้องมีซัพพลายเออร์ที่มีคุณภาพ

ช่วงแรกของ J Fabric ไม่มีหน้าร้านขาย เพราะขายบนเฟซบุ๊กล้วนๆ สร้างความแตกต่างด้วยการทำสตอรี่ เดินทางไปซื้อผ้าจากโรงงานที่ญี่ปุ่น เพื่อการันตีว่าได้ของแท้แน่นอน ซึ่งไม่มีเพจเฟซบุ๊กไหนทำ พอเริ่มได้รับความนิยมจึงทุ่มทุนเปิดหน้าร้านย่านสำเพ็ง แต่ก็ยังคงความแตกต่าง จากร้านขายเสื้อผ้าแบบไทยๆ ที่เน้นโชว์เสื้อผ้าเต็มหน้าร้าน เป็นร้านที่จัดวางผ้าจำนวนไม่มาก หาได้ง่าย แอร์เย็นสบาย และมีพื้นที่โล่งพอที่จะให้ผู้ติดตามรู้สึกไม่เบื่อ นอกจากนี้ ยังมีเวิร์กช็อป เช่น ตัดเย็บเสื้อผ้า ให้ลูกค้าได้เพิ่มประสบการณ์ ดีจนบอกกันปากต่อปาก
ต่อมาเป็นธุรกิจที่คนไทยฝันอยากเปิดที่สุด คือ ร้านกาแฟ ซึ่งต้องบอกว่าเส้นทางอาจไม่หอมหวานเหมือนรสชาติ


ชาตรี ตรีเลิศกุล อายุ 43 ปี ผู้ก่อตั้ง Pacamara Coffee Roasters ธุรกิจครบวงจรด้านกาแฟ ทั้งซัพพลายเออร์เครื่องชงกาแฟ เมล็ดกาแฟ และร้านขายกาแฟ เล่าว่า ผมให้คำปรึกษาหลายคนที่ฝันอยากมีร้านกาแฟ พูดแนะนำจนเขาตัดสินใจไม่อยากทำแล้ว ทั้งที่ผมก็อยากขายของให้ได้ แต่เพราะการทำร้านกาแฟ นอกจากความชอบแล้ว เขาจะต้องมีความถนัดด้านกาแฟ และมีความรู้เรื่องการทำธุรกิจ

“อย่างผมจากคนที่ไม่กินกาแฟ พอต้องมาเปิดร้านกาแฟ ก็ชิมจนชอบแล้วไปสอบได้ใบรับรองเป็นนักชิมจากสมาคมกาแฟชนิดพิเศษแห่งสหรัฐอเมริกา จึงรู้ว่ารสชาติกาแฟที่ดี จะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่น้ำชงที่ดี รวมถึงเมล็ดพันธุ์กาแฟที่ผ่านการปลูกอย่างดี แต่ทำกาแฟรสชาติดีอย่างเดียวก็ไม่ได้ จะต้องรู้จักการทำธุรกิจ รู้ว่าอะไรคือต้นทุนกำไรของเรามีเท่าไหร่ โดยเฉพาะการทำระบบบัญชี เพราะผมกว่าจะมาถึงวันนี้ก็ล้มเหลว ต้องปรับตัวเรียนรู้มามากเหมือนกัน อย่างการค้นพบว่าหากจะทำธุรกิจ ให้อยู่ได้ในยุคที่มีร้านกาแฟมากมาย เราจะต้องแตกต่าง ผมจึงตัดสินใจทำธุรกิจกาแฟครบวงจร รวมถึงเปิดสอนคอร์สนักชิมกาแฟด้วย” ชาตรีกล่าว

ปิดท้ายด้วยอดีตสถาปนิกหนุ่มวัย 35 ปี ที่ต้องผันตัวมาเปิดธุรกิจร้านชาบูด้วยความจำเป็น ทั้งที่ทำอาหารไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่อาศัยศึกษาเรียนรู้อยู่ตลอด ใช้ความบ้าสร้างความแตกต่าง จนเป็นร้านชาบูยอดฮิตติดลมบนไปแล้ว
ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี เจ้าของร้าน Penguin Eat Shabu เล่าว่า ทำธุรกิจอาหารสมัยนี้ ต้องเข้าใจลูกค้าว่ากินด้วยตาก่อนกินด้วยปาก ที่ร้านจึงพยายามตกแต่งให้สวยงาม เพิ่มแสงสว่าง และมีชุดหรือผ้ากันเปื้อนแปลกๆ ให้ลูกค้าได้ใส่รับประทานอาหาร ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการที่ลูกค้าถ่ายภาพ แล้วนำไปแชร์ต่อในโลกออนไลน์กันเอง เป็นการเล่นกับความบ้าและความสนุก ที่ลูกค้าก็ชอบกับผมด้วย

เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพนกวินอีทชาบูยังต้องแข่งขันอย่างหนักทั้งกับคู่แข่งและกับตัวเอง โดยธนพงศ์ทำการบ้านหนักมาก เพื่อให้ “รู้เรา” เขาพูดคุยกับลูกค้าที่มาใช้บริการตลอด เพื่อจะทราบว่าลูกค้าต้องการอะไร ควบคู่ไปกับการจัดระบบบริหารจัดการภายในร้านให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด และพยายาม “รู้เขา” ที่ธนพงศ์ตระเวนกินร้านชาบูแทบเกือบทุกร้านแล้ว เพื่อวิเคราะห์จุดแข่ง จุดอ่อน นำมาปรับปรุงพัฒนาร้านของเขา
“เชื่อว่าเศรษฐกิจน่าจะหนักกับทุกคน ฉะนั้นเราต้องทำตัวเองให้ดี แม้เราจะเป็นเต่าที่เดินช้า แต่ก็อย่าหยุดเดิน อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง พัฒนาธุรกิจตัวเอง ก็จะเข้าเส้นชัยได้ในที่สุด ส่วนคนที่จะเริ่มธุรกิจในปีนี้ ต้องทำการบ้าน มีข้อมูล อย่ามโน อย่ารอ ต้องคิดแล้วเริ่มทดลองทำ ถึงแม้วันหนึ่งจะล้ม ก็ต้องลุกให้เร็ว เพราะไม่มีใครจะล้มไปได้ตลอดหรอก นี่คือธรรมชาติของเอสเอ็มอี” ธนพงษ์กล่าวทิ้งท้าย



