หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที บุคลากรด้าน A...

บุคลากรด้าน AI/IOT สำคัญต่อการการก้าวสู่ 5G

26.02.20 | 14:42 น.

ซีเอ็มเคแอล ชี้การจะก้าวเข้าสู่ยุค 5G ของไทยต้องพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้และความสามารถด้าน IOT และ AI ที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างแท้จริง เพราะจะส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและภาคแรงงานในอนาคต แนะข้อมูลยิ่งมากยิ่งต้องใช้เอไอเข้ามามีบทบาทเรื่องการประมวลผล โดยเฉพาะทางด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

ดร.ฮยอง คิม ผู้อำนวยการโครงการคาร์เนกีเมลลอน-เคเอ็มไอทีแอล กล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้งานข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การรักษาความปลอดภัยที่ยากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะข้อมูลความเป็นส่วนตัว ยิ่งมีข้อมูลเยอะต้องมีการเก็บข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การมีข้อมูลขนาดใหญ่การจะใช้มนุษย์เข้ามาบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากต้องใช้เวลามาก ดังนั้น จึงต้องใช้เทคโนโลยีอย่างเอไอเข้ามาช่วยจัดการในเรื่องนี้ เพราะเอไอจัดการข้อมูลเหล่านี้ได้ สามารถมองเห็นช่องโหว่ที่ต้องปกป้อง และเราหนีไม่พ้นแมชชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาช่วย

แต่ทั้งนี้เอไอเป็นอะไรที่กลางๆ สามารถนำไปแอพพลายได้ ดังนั้น จึงต้องการคนที่เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และหาทางแก้ไข เราต้องการผลิตคนที่เข้าใจเอไอไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจะก้าวเข้าสู่ยุค 5G ประเทศไทยต้องเดินหน้าเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก การพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้และความสามารถรองรับเทคโนโลยี 5G ที่จะมาพร้อมกับเทคโนโลยี IOT และ AI ที่จะส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและภาคแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก

มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) เป็นมหาวิทยาลัยด้าน AI Technology ระดับอาเซียน เป็นสถาบันที่มีศักยภาพสูงเข้ามาตั้งใหม่ด้วยความร่วมมือของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) และมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University) สอนหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก ในคณะ “วิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ (Electrical and Computer Engineering) เน้นส่งเสริมการเรียนรู้และสนับสนุนให้เกิดผลงานวิจัย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มที่ นับเป็นโอกาสเหมาะสมที่จะต้องผลิตบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อเอื้อประโยชน์เข้าสู่อุตสาหกรรม

“คาร์เนกีเมลลอนทำเอไอมากว่า 60 ปีแล้ว ปัจจุบันสามารถพัฒนาให้เอไอช่วยจัดการข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้ามาตั้งมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอลเพื่อสร้างบุคลากรจะเป็นประโยชน์กับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะร่วมพัฒนาและปรับใช้เอไอในการจัดการข้อมูลที่ไหลเข้ามาได้มาก นำไปใช้งานต่อได้ ซึ่งที่ผ่านมาบุคลากรของเราได้เข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ ในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนารถไร้คนขับของอูเบอร์ การเข้าไปเป็นหนึ่งในนักพัฒนาของกูเกิล รวมไปถึงทางด้านการแพทย์ที่เรานำเอไอไปช่วยลดความเสี่ยงด้านการเกิดโรค สามารถพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เป็นต้น”

Advertisement

ดร.ฮยองกล่าวว่า ในสหรัฐมีไซเบอร์ซีเคียวริตี้เซ็นเตอร์หรือ CERT เป็นศูนย์ที่จะตรวจจับการแฮกเข้ามาเพื่อบอกว่าตอนนี้แอทแทร็กมีอะไรบ้าง มหาวิทยาลัยเราก็มี เราทำหลายอย่างมองว่ามีแอทแทร็กที่ไหนบ้าง การศึกษาแม้ว่าขาหนึ่งเราจะใช้แมชชีนมาช่วย แต่ถ้าคนยังไม่รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนั้น เราจึงมีออนไลน์สอนตั้งแต่เด็กอนุบาล เป็นเกมที่สอดแทรกเนื้อหาเหล่านี้เข้าไปให้เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก เพราะเรื่องความปลอดภัยนั้น ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจ เช่นเดียวกับบล็อกเชนซีเคียวริตี้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้คนเป็นสิ่งสำคัญในการใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์

ซีเอ็มเคแอลทำงานร่วมกับคาร์เนกี้เมลลอนพัฒนาเครื่องมือและแอพพลิเคชั่นมาใช้ให้คนไทย เน้นการพัฒนาบุคลากรทางด้านนี้ มีการทำวิจัยร่วมกับเมืองนอกทั้งฝั่งมหาวิทยาลัยและฝั่งธุรกิจที่สนับสนุน เราดึงความรู้ความสามารถของบริษัทใหญ่ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ทำวิจัยอินเทิร์นเรื่องเอไอ ว่าจริงๆ แล้วคืออะไร มีอิมแพคแค่ไหน เรามีการรับนักศึกษามาจากหลากหลายที่เข้ามาทำงานวิจัยที่มีผลกระทบกับธุรกิจจริง ว่ามีผลกระทบอย่างไร เพราะมหาวิทยาลัยรู้เทคนิคดี แต่ภาคธุรกิจจะเข้ามาเติมเต็มในการใช้งานจริงได้ดีขึ้น ได้ผลกระทบจริงๆ ที่เกิดขึ้น นำเทคนิคที่เรามีเข้ามาช่วยเสริม ต้องหาคนเก่งในแต่ละด้านมาช่วยกันทำงาน

“ทางด้านเป้าหมายนั้นซีเอ็มเคแอลต้องการผลิตบุคลากรในระดับปริญญาโท 25 คน และปริญญาเอก 10 คนต่อปี เพื่อจะทำหน้าที่เป็นทีมหลักและจะดึงผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยเรามีแผนที่จะเปิดในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาโทด้วย เพราะเรายังต้องการคนอีกเยอะ เราให้บริษัทที่เราทำงานด้วย เข้ามาเทรนนิ่งร่วมกับเรา เป็นการทำงานจริง และเราจะมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเข้ามาร่วมกันทำ เพราะเวลาผลิตคนต้องไปทั้งภาพรวมของอุตสาหกรรม”

ดร.ฮยองกล่าวว่า ความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล คือการสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเตรียมบุคลากรทางวิศวกรรมให้มีความสามารถในการประยุกต์ใช้องค์ความรู้มาทำงานได้ทันที เน้นรูปแบบการเรียนการสอนเชิงรุกที่ทำให้ผู้เรียนมีศักยภาพสูงในการพัฒนาตนเอง ให้เข้ากับลักษณะงานทั้งด้านวิชาการ และวิชาชีพผ่านการเรียนและฝึกฝนทักษะในสถานประกอบการจริง รวมไปถึงยังพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรมากมายทั้งกับองค์กรธุรกิจระดับประเทศ และองค์กรระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพนั้นๆ