ข่มขืนต้องประหาร คำตอบสุดท้ายจริงหรือ? อีกมุม “น่าคิด” จาก 2 นักสิทธิสตรี

5.07.16 | 17:55 น.

เป็นเหตุสะเทือนขวัญที่สั่นคลอนความรู้สึกของคนไทยไม่น้อย เมื่อครูสาวโรงเรียนแสงวิทยา ถูกฆ่าตายในห้องพักที่อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยผู้กระทำผิดกลายเป็นผู้อยู่อาศัยห้องข้างๆ ซึ่งเคยเป็นนักโทษในคดีข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นในพื้นที่จ.สระบุรีมาก่อน และเพิ่งจะพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา

ขณะที่ไม่นานมานี้ ตำรวจได้นำภาพจากกล้องวงจรปิด มาเป็นหลักฐานในการออกหมายจับกรณีนักศึกษาสาวถูกข่มขืนในห้องน้ำสาธารณะย่านบางนาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เพื่อนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

นำมาสู่กระแสสังคมที่มองว่าไม่ว่าที่แห่งไหนก็ไม่ปลอดภัยสำหรับ “ผู้หญิง” ทั้งสิ้น เพราะเหตุทั้ง 2 ครั้งนั้นเกิดขึ้นในสถานที่ที่ผู้หญิงเองคิดว่าต้อง ปลอดภัย ก่อนจะกระจายวงกว้างไปสู่การเรียกร้องให้คดีข่มขืน ต้องประหาร อีกครั้ง หลังจากที่เคยฮือฮาเป็นกระแสเรียกร้องไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อครั้งคดีของน้องแก้ม ที่ถูกข่มขืนบนรถไฟ ก่อให้เกิดข้อถกเถียงของสังคมไม่น้อย

เรื่องนี้ จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ให้ความเห็นไว้ว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการประหาร นั่นเพราะหากดูโทษกฎหมายทุกวันนี้แล้วนั้น การข่มขืนแล้วฆ่าโทษสูงสุดก็คือประหารชีวิตอยู่แล้ว และหากให้การข่มขืนต้องโทษประหารแล้วนั้น จะทำให้คนร้ายเลือกที่จะฆ่าเหยื่อหลังจากกระทำการเพราะโทษเท่ากัน ซึ่งความจริงแล้วคนร้ายอาจจะไม่ได้ต้องการจะฆ่าเหยื่อก็ได้

“จากสถิติที่เรามีสาเหตุหลักๆของการข่มขืนคือทัศนคติที่คิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าผู้หญิงของผู้ชาย ผู้ชายเองคิดว่าสามารถใช้อำนาจเหนือกว่าได้ นอกจากนี้คือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสาเหตุแบบนี้ต่อให้แก้กฎหมายก็แก้ไขไม่ได้ แต่จะต้องแก้ที่ทัศนคติใหม่ สอนเด็กให้รู้จักเรื่องเพศตั้งแต่เล็ก ผู้ชายเองต้องรู้จักเคารพสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของตนเองและผู้หญิง ขณะที่ผู้หญิงต้องรู้จักป้องกันตัวเอง ปรับบทบาทเรื่องเพศเสียใหม่ นอกจากนี้สื่อเองก็ต้องปฏิรูป ฉากข่มขืนในละครไม่ควรมีอีก เพราะนี่คือการตอกย้ำว่าเรื่องเหล่านี้ถูกต้อง”

Advertisement

แต่แม้จะไม่เห็นด้วยกับการปรับโทษคดีข่มขืนให้ต้องประหาร แต่เห็นด้วยกับการแก้ไขอุดช่องว่างเรื่องกฎหมายนี้

“ทุกวันนี้ยอมรับว่ากฎหมายข่มขืนมีปัญหา คดีส่วนใหญ่ที่เข้ามาเหยื่อมักจะถูกไกล่เกลี่ย ยอมความ หรือบางครั้งก็มีการนำเงินมาไกล่เกลี่ย เพราะกฎหมายเปิดช่องว่าหากอายุเกิน 18 ปีก็สามารถไกล่เกลี่ยได้ ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนี้กฎหมายต้องบังคับใช้ให้เข้มงวดกว่านี้ นำผู้ชายมาลงโทษอย่างรวดเร็วไม่ยืดเยื้อ จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายนี้ได้ผลจริงๆ”

ทั้งยังย้ำว่า “ทุกครั้งเวลาเกิดเหตุ คนมักจะโทษว่าปัญหาเกิดจากผู้หญิง ว่าแต่งตัวโป๊ เดินที่เปลี่ยว ให้ผู้หญิงเป็นคนแก้ปัญหา ซึ่งสิ่งนี้ไม่ถูกต้อง สังคมต้องปรับเปลี่ยนโจทย์ใหม่ เปลี่ยนทัศนคติความไม่เท่าเทียมของหญิงชาย แก้ตั้งแต่โครงสร้างและทัศนคติ สิ่งนี้ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาความรุนแรงอย่างถูกต้องมากกว่า”

เช่นเดียวกับ สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม ที่กล่าวถึงกรณีนี้ไว้ว่า การจะแก้ไขปัญหาข่มขืนนั้นต้องแก้ให้ตรงจุด การจะแก้กฎหมายว่าให้การข่มขืนเท่ากับประหารเลยนั้น ต้องมองก่อนว่าจะแก้ปัญหาหรือเพิ่มกันแน่ ซึ่งเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้สิ่งที่ควรจะทำคือการป้องกันการกระทำซ้ำ และพยายามบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้ดีมากกว่า อย่างหากข่มขืนแล้วฆ่าโทษก็ประหารชีวิตอยู่แล้ว

โดยยกกรณีคดีข่มขืนบนรถไฟไว้ว่า เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าโทษสูงสุดของกรณีนี้ก็คือประหารชีวิตอยู่แล้ว เพราะผู้กระทำผิดไม่มีการยับยั้งชั่งใจ แม้จะให้การสารภาพแต่ศาลก็ไม่เห็นเป็นเหตุบรรเทาโทษอยู่ดี
“สิ่งที่เราควรสนใจคือทำไมผู้กระทำความผิดเหล่านี้ หลังจากพ้นโทษจึงออกมากระทำซ้ำอีก ทำไมจึงไม่หลาบจำ ต้องแก้ไปที่ระบบการศึกษา เลี้ยงดูเขามากกว่า อย่างหากต้องโทษด้วยคดีทางเพศ ก่อนจะพ้นโทษก็ควรจะมีขั้นตอนการปรับพฤติกรรมไม่ให้กระทำซ้ำหรือไม่ อาจเสนอให้คดีเหล่านี้ต้องคุมความประพฤติหลังพ้นโทษ หรือมีหลักสูตรใช้จิตวิทยาที่จะฟื้นฟูเยียวยา ให้รู้จักควบคุมอารมณ์ทางเพศของตัวเองให้ได้มากกว่าอาจพาเขาเหล่านี้ไปพบจิตแพทย์ เพราะจากที่ได้ทำเคสต่างๆมา เหยื่อพูดเหมือนกันหมดว่าหากคนร้ายอยากจะข่มขืนก็คือข่มขืน ให้ใช้วิธีไหนก็ยาก เราจึงต้องเปลี่ยนระบบความคิด สอนให้คนเหล่านี้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คนอื่น และบอกให้รู้ว่าการข่มขืนผิดกฎหมายและหลักศาสนา ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจเอง”

และจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา สุเพ็ญศรีเห็นว่า กระบวนการและขั้นตอนการใช้กฎหมายถือเป็นอุปสรรคหนึ่งของคดีเหล่านี้ เพราะที่ผ่านมาคดีเหล่านี้เจ้าหน้าที่มักไม่ได้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว ทั้งยังสามารถไกล่เกลี่ยเจรจาได้ ไม่เอาจริงเอาจังโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเรื่องสามีภรรยา ยิ่งหากผู้กระทำผิดเป็นผู้ใหญ่ มีหน้ามีตาในสังคม มักมีการช่วยเหลือกันให้คดีเหล่านี้ยุติลง สิ่งที่จำเป็นมากกว่าแก้โทษคือต้องให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายด้วยความรวดเร็ว และเชื่อว่าหากไม่สามารถไกล่เกลี่ยยอมความกันได้แล้ว ผู้กระทำจะคิดมากกว่าเมื่อจะข่มขืนเหยื่อ

สุเพ็ญศรี เผยต่อว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าสถานที่แบบไหนเองก็ไม่ปลอดภัย ไม่ว่าห้องน้ำที่สน. หรือห้องพักส่วนตัวเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นและมีมาหมดแล้ว ผู้หญิงเองจึงจำเป็นต้องมีสติ ระมัดระวังตัวมากขึ้น รู้จักเรียนรู้การป้องกันตัวเอง เพราะส่วนใหญ่คนที่จะรอดก็คือคนที่มีสติ ไม่เผลอ ผู้ชายเองก็ต้องแก้ทัศนคติ ให้รู้จักให้เกียรติผู้อื่น เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นด้วย ที่สำคัญคือด้วยเหตุนี้เกิดขึ้นในห้องพักของผู้หญิงเอง อนาคตอาจจะต้องคิดดูใหม่ว่า ห้องพักต่างๆควรติดสัญญาณเตือนภัยไว้ไหม เอาไว้ช่วยสอดส่องกันระหว่างเพื่อนบ้าน เหมือนอย่างสัญญาณเตือนภัย หากเกิดเหตุจะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที

ก่อนจะทิ้งท้ายไว้ว่า หวังว่าเหตุการณ์นี้สังคมจะได้ใช้เป็นอุทธาหรณ์ และใช้สติในการแก้ไข มากกว่าจะใช้อารมณ์โกรธที่ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น