หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ‘สำนักสร้างสร...

‘สำนักสร้างสรรค์โอกาส สสส.’ โชว์ผลงาน 7 ปีโครงการควบคุมยาสูบและสุราโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ป้องนักสูบ-นักดื่มหน้าใหม่กว่า 50,000 คนใน 19 จังหวัด ย้ำความสำเร็จ ‘คำตอบอยู่ที่ชุมชน’

2.03.20 | 13:30 น.

     ด้วยวิสัยทัศน์ “ทุกคนบนแผ่นดินไทยมีขีดความสามารถ สังคม สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ” หมู่บ้านหรือชุมชนนับเป็นหัวใจในการร่วมแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน และเมื่อพื้นที่เข้มแข็งก็จะสามารถบริหารจัดการได้เอง จนเกิดเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน…

     “โครงการควบคุมยาสูบและสุราโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน” ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อร่วมแก้ปัญหาการสูบบุหรี่และดื่มสุราตามบทบาทภารกิจของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จึงดำเนินงานด้วยการใช้พลังของชุมชนขับเคลื่อนกิจกรรม ให้เกิดเป็นต้นแบบแก่พื้นที่ต่างๆ มีการพัฒนาศักยภาพและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่จังหวัดในการจัดการตนเอง ภายใต้กลยุทธ์กฎบัตรออตตาวาหรือหัวใจสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพมาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมาย 

     ที่สำคัญคือได้สร้างสรรค์โอกาสให้กับพื้นที่ในการได้รับโครงการเพื่อนำไปพัฒนาสุขภาพของประชาชน

    นางเข็มเพชร เลนะพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์โอกาส สสส. เล่าถึงที่มาของโครงการว่า เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2555 จากเป้า 10 ปีของ สสส.ที่เป็นตัวกำหนด จึงคิดว่าเป็นโอกาสที่ทำให้นำยุทธศาสตร์ของสำนักสร้างสรรค์โอกาสมาตอบโจทย์ โดยเลือกที่จะทำในเรื่องของการควบคุมยาสูบหรือบุหรี่ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของ สสส. จากนั้นจึงได้คัดเลือกผู้ที่จะทำหน้าที่คล้ายกับหน่วยจัดการเพื่อช่วยกระจายโอกาสซึ่งจำเป็นต้องเป็นหน่วยงานที่มีทุนในเชิงวิชาการและสามารถเข้าถึงชุมชนได้ กระทั่งได้พบกับ รศ.ดร.มณฑา เก่งการพานิช อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล และได้ช่วยกันวางแผนหาแนวทางให้ชุมชนได้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเกี่ยวกับการควบคุมยาสูบเนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีโมเดลในการทำงานแบบนี้มาก่อน มีการร่วมกันออกแบบการทำงานเรื่องของชุมชนควบคุมยาสูบเพื่อตอบโจทย์สังคมให้ได้ว่า หากคิดในมุมของพลังชุมชนเป็นฐานแล้ว จะต้องทำให้ชุมชนได้เห็นว่า องค์ประกอบหรือกลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำนั้นเป็นอย่างไร

Advertisement

     “ระยะแรกมีการทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จนได้พบว่าองค์ประกอบที่จะทำให้โครงการประสบความสำเร็จต้องได้รับความร่วมมือจากท้องถิ่นและกลไกสาธารณสุข ต่อมาก็ต้องทำให้ชุมชนซึ่งอยู่รอบๆ ตัวผู้ที่สูบบุหรี่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการควบคุมยาสูบร่วมกับ รพ.สต. และยังเป็นที่มาในการขยายพื้นที่จากเฟสแรก 4-5 จังหวัดให้เพิ่มมากขึ้น โดยยุทธศาสตร์ของเราคือมุ่งเป้าในพื้นที่ที่จังหวัดมีอัตราการสูบบุหรี่สูง และเมื่อโครงการลงมือทำตามแนวทางไปได้ระยะหนึ่ง บวกกับกลไกของจังหวัดทั้งนโยบายตลอดจนมาตรการรณรงค์จากสังคม ก็จะมีการประเมินผลที่ได้รับ แล้วก็พบว่ามีอัตราการสูบในระดับจังหวัดลดลงอย่างเป็นที่น่าพอใจ”

     “โครงการควบคุมยาสูบและสุราโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน” ดำเนินงานมาจนครบ 7 ปีโดยผ่านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 ระยะ รวมกว่า 600 โครงการใน 19 จังหวัด เป็นต้นว่า เชียงใหม่ ลำพูน บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา ลพบุรี นครศรีธรรมราช สมุทรสาคร ยะลา ฯลฯ สามารถทำให้คนลด ละ เลิกบุหรี่และสุรา ป้องกันนักสูบ-นักดื่มหน้าใหมถึงกว่า 50,000 คน สร้างแกนนำควบคุมยาสูบและสุรากว่า 5,000 คน เกิดการจัดสถานที่ปลอดบุหรี่และสุรา บ้านปลอดบุหรี่ ร้านค้าปฎิบัติตามกฎหมาย เกิดเป็นกฎกติกาและข้อตกลงร่วมกันในการควบคุมยาสูบและสุรา มีบริการช่วยเลิกบุหรี่และสุราทั้งเชิงรับและเชิงรุกในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและชุมชน ที่สำคัญมีการสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งของชุมชนในการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง

     “ความสำเร็จอย่างแรกของโครงการนี้ก็คือการกระจายโอกาส เนื่องจากยุทธศาสตร์ของการทำงานรูปแบบดังกล่าวทำให้เห็นว่า ชุมชนในพื้นที่ได้เข้าถึงทุนที่นำไปทำในเรื่องของการแก้ปัญหาสุขภาพได้ตรงกับความต้องการของชุมชน ส่วนหนึ่งเราก็รู้สึกว่า ช่วยลดความเหลื่อมล้ำโดยใช้ประเด็นปัญหาสุขภาพนำ ทำให้คนและชุมชนเข้าถึงโอกาสหรือทรัพยากรไปแก้ปัญหา เป็นการตอบโจทย์เรื่องของการกระจายโอกาสซึ่งที่ทำมาทั้งหมด 7 ปีใน 600 ตำบลนั้นสามารถกระจายโอกาสได้เกือบ 5,000 หมู่บ้าน “

     “ความสำเร็จต่อมาในเชิงผลลัพท์ เนื่องจากการออกแบบชุดโครงการไม่ได้ออกแบบในเชิงการรณรงค์หรือสร้างกระแสสังคม แต่มุ่งหวังที่จะลด ละ เลิกผู้ที่สูบบุหรี่ ซึ่งโครงการนี้ก็สามารถสะท้อนให้เห็นผลลัพท์ของจำนวนคนที่ลดละเลิกได้อย่างชัดเจนจากแต่ละปีแต่ละเฟส ขณะเดียวกันการใช้โครงการเป็นเครื่องมือในการเสริมพลังนั้น ส่วนหนึ่งสามารถช่วยพัฒนาแกนนำในชุมชนที่บางคนก็มีศักยภาพอยู่แล้ว เมื่อถูกเติมความรู้เข้าไปหรือได้เรียนรู้วิธีทำงานที่เป็นระบบก็ทำให้เป็นกำลังสำคัญของภาคีเครือข่ายในโครงการ และอาจจะเป็นกลไกสำคัญของพื้นที่ในการจัดการปัญหาเรื่องต่างๆ ในอนาคตอีกด้วย”

     ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์โอกาส สสส. ยังได้กล่าวถึงทิศทางหรือแผนงานต่อจากนี้ว่า ยุทธศาสตร์อาจจะต้องปรับเปลี่ยน คงไม่สามารถทำให้ 80,000 หมู่บ้านเข้าถึงทุนในโครงการ แต่จะหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้กลไกในเชิงของภาคียุทธศาสตร์หรือกลไกในพื้นที่มองเห็นความสำคัญ อาจมีการนำไปขยายผลหรือต่อยอดซึ่งก็สามารถลงมือทำได้เลย หรือต้องทำให้กลไกลในพื้นที่ที่เข้มแข็งในระดับที่สามารถไปเชื่อมต่อทุนได้เอง ซึ่งอาจจะขยับไปสู่ระดับที่เป็นเรื่องของการสร้างนวัตกรรมหรือวิธีการใหม่ๆ หรือการเป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นต้น

    “นอกจากนี้ เราก็คิดว่ายังต้องมีส่วนในการช่วยและขยายโอกาส อาจจะมุ่งเน้นไปที่ชุมชนที่ขาดโอกาสเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำและใช้โครงการเป็นเครื่องมือในการทำให้กลไกชุมชนเข้มแข็งในระดับที่เขาสามารถทำด้วยตัวเอง”

    “เรื่องการควบคุมเหล้าบุหรี่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะทำอะไร 2 เรื่องนี้ก็นับเป็นพื้นฐาน ซึ่งการทำเรื่องสร้างเสริมสุขภาพในพื้นที่จริงๆ การโฟกัสไปที่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งอาจจะไม่ใช่คำตอบของชุมชน เขารู้สึกว่าจะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาองค์รวมที่เกิดขึ้นกับตัวเองและดึงการมีส่วนร่วมของชุมชน แล้ว สสส.ก็เชื่อว่า ถ้าเราทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เขาจะมีศักยภาพในการจัดการปัญหาสุขภาวะด้วยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเอง” 

กลยุทธ์ของกฎบัตรออตตาวาที่นำไปสู่ความสำเร็จ

1) การขับเคลื่อนให้ชุมชนกำหนดนโยบาย มาตรการและกติกาชุมชน

2) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการสูบบุหรี่และสุรา

3) การสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน

4) การเข้าถึงผู้สูบบุหรี่และดื่มสุราและจัดกิจกรรมช่วยเลิก

5) การปรับเปลี่ยนระบบบริการช่วยลด ละ เลิกบุหรี่และสุรา ให้มีทั้งบริการเชิงรับ เช่น คลินิกโรคเรื้อรัง และเชิงรุกด้วยคลินิกเคลื่อนที่/โมบายคลินิก 

พร้อมกันนี้ ยังมีการนำปรัชญาศาสตร์พระราชา “เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา” มาปรับใช้ อีกทั้งแนวคิด 5 ร ได้แก่ รู้ รอบด้าน ร่วมแรงร่วมใจ ระบบ และรุก