หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที อารยธรรมโบราณ...

อารยธรรมโบราณ ถูกค้นพบใหม่ที่’เพตรา’

7.07.16 | 17:58 น.
ภาพ- I. LABIANCA และ Peter Zaharov

ซาราห์ พาร์แซค นักวิชาการด้านโบราณคดีผู้บุกเบิกในการใช้เทคโนโลยียุคใหม่เพื่อการสำรวจขุดค้น จากมหาวิทยาลัยแอลาบามา สหรัฐอเมริกา และ คริสโตเฟอร์ ทัตเทิล นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยบราวน์ ร่วมกันเผยแพร่ผลงานการค้นพบโบราณสถานใหม่ใกล้กับ นครเพตรา แหล่งมรดกโลกทางโบราณคดีที่มีชื่อเสียงก้องโลกในประเทศจอร์แดน ในวารสารวิชาการ บุลเลติน ออฟ ดิ อเมริกัน สคูลส์ ออฟ โอเรียนทัล รีเสิร์ช เมื่อเร็วๆ นี้

นักวิชาการระบุถึงการค้นพบครั้งนี้ว่า น่าอัศจรรย์ตั้งแต่ข้อเท็จจริงที่ว่าสถานที่ตรวจสอบพบนั้นอยู่ห่างจากเมืองเก่าเพตราเพียงแค่ 800 เมตร และมีขนาดใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล ทำให้เหลือเชื่ออย่างยิ่งว่าเพราะเหตุใดถึงไม่มีการค้นพบกันมาก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่การสำรวจเพตราทุกครั้งจำเป็นต้องผ่านบริเวณดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การค้นพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีทันสมัยซึ่งรวมทั้งเทคโนโลยี “รีโมต เซนซิ่ง เทคโนโลยี” และการถ่ายภาพผ่านดาวเทียม มีคุณประโยชน์อย่างมากในการสำรวจทางโบราณคดีในอนาคต

ซากโบราณสถานที่ค้นพบใหม่ในครั้งนี้ เป็นฐานรากของสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ ขนาด 56×49 เมตร ยกระดับสูงขึ้นจากพื้น อยู่ภายนอกทางตอนใต้ของศูนย์กลางนครเพตรา นครมรดกโลกที่มีชื่อเสียงจากลักษณะไม่เหมือนนครโบราณอื่นใด เพราะสร้างขึ้นจากการเจาะเข้าไปในภูเขาทั้งลูก ด้านบนของฐานรากดังกล่าวพบพื้นยกระดับขนาดเล็กกว่าขนาด 8.5×8.5 เมตร พร้อมกับสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อม จากการตรวจสอบพบร่องรอยของที่ตั้งเสาหินและขั้นบันไดอีกด้วย

ทีมสำรวจค้นพบเศษหม้อดิน ที่พบทั่วไปในภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งช่วยในการกำหนดอายุของซากโบราณสถานดังกล่าวว่ามีอายุราว 2,200 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของอารยธรรมเพตรา อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครรู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่นี้

เพตรา2

Advertisement

เพตราตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงอัมมัน เมืองหลวงของประเทศจอร์แดน มีอายุราว 2,000 ปี ครั้งหนึ่งเคยเป็นมหานครที่รุ่งเรืองของชนเผ่านาบาเชียน ซึ่งควบคุมเส้นทางการค้าในบริเวณดังกล่าวและสามารถเข้าถึงโอเอซิสจำนวนมากในภาคพื้นอาหรับก่อนที่จะหายสาบสูญไปในราวศตวรรษที่ 7 อันเป็นการสิ้นสุดยุคทางโบราณคดีที่เรียกว่ายุคไบเซนไทน์

ซาราห์ พาร์แซค เชื่อว่าพื้นที่ซึ่งค้นพบใหม่นี้น่าจะเป็นสถานที่สำหรับกิจกรรมร่วมกันของชาวเมืองในเวลานั้น ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมเชิงศาสนาหรือไม่ก็อาจเป็นกิจกรรมที่มีธรรมชาติในเชิงการเมือง ขนาดของมันสะท้อนถึงความยากลำบากในการก่อสร้างสถานที่สำหรับเป็นศูนย์รวมของผู้คนเป็นจำนวนมากเช่นนี้

ข้อสังเกตประการหนึ่งของนักวิชาการด้านโบราณคดีทั้งสองก็คือ ชนชาวนาบาเชียนนั้นรู้จักกันในฐานะของชุมชนที่ควบคุมเส้นทางการค้า และการค้นพบใหม่ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากการควบคุมเส้นทางการค้าแล้วยังมีวัฒนธรรมรวมศูนย์ความเชื่อทางศาสนาและรวมศูนย์โครงสร้างทางการเมืองอีกด้วย การขุดค้นในอดีตที่ผ่านมาในจุดที่เป็นสุสานและหลุมฝังศพทำให้ผู้คนในยุคปัจจุบันได้รับรู้ว่า ผู้คนในอารยธรรมโบราณเหล่านี้เสียชีวิตแล้วถูกกลบฝังอย่างไร

แต่การค้นพบใหม่นี้ช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการเมืองการปกครองของผู้คนในยุคนั้นได้มากขึ้นอีกด้วย