เชื้อไวรัสทุกชนิด รวมทั้ง “ซาร์ส-โคฟ-2” ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 “กลายพันธุ์” หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในพันธุกรรมของมันอยู่ตลอดเวลา
รายงานผลการศึกษา “เบื้องต้น” จากคณะนักวิทยาศาสตร์จีนชิ้นหนึ่ง เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า ซาร์ส-โคฟ-2 กลายพันธุ์ไปเรียบร้อยแล้ว โดยสามารถแยกออกเป็น 2 สายพันธุ์
สายพันธุ์ใหม่ที่ทีมวิจัยเรียกว่า “แอลไทป์” หรือ “ชนิดแอล” มีคุณลักษณะที่ทำให้มีขีดความสามารถในการติดต่อสูงกว่า ก่ออาการร้ายแรงกว่าสายพันธุ์เดิม “เอสไทป์” ที่เก่าแก่กว่าและมีอิทธิฤทธิ์น้อยกว่า ตามข้อมูลรายงานการวิจัยที่เผยแพร่อยู่ใน เจอร์นัล เนชันแนล ไซนซ์ รีวิว เมื่อ 3 มีนาคมที่ผ่านมา
กระบวนการศึกษาวิจัยของทีมวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ทีมวิจัยของจีนได้ข้อสรุปดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของไวรัสนี้จากผู้ป่วยในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ศูนย์กลางของการแพร่ระบาด จำนวนผู้ป่วยที่ใช้ในการวิจัยเชิงวิเคราะห์ครั้งนี้รวม 103 ราย
ทีมวิจัยสังเกตพบจุดที่แตกต่างกันใน “สายพันธุกรรม” (นิวคลีโอไทด์) ของไวรัสทั้งสองชนิดถึง 149 จุด
ทีมวิจัยพบว่า สายพันธุ์ใหม่ชนิดแอลนั้นพบมากกว่า คิดสัดส่วนเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างทั้งหมด ที่เหลือจึงเป็น “ชนิดเอส” ที่เก่ากว่าและมีฤทธิ์น้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม ราวต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ปริมาณของแอลไทป์เริ่มลดน้อยลง จากการ “เข้าแทรกแซงของมนุษย์” อันหมายถึงการกักกันโรคเป็นต้น ทีมวิจัยจึงเชื่อว่าที่พบเห็นกันอยู่ในเวลานี้เป็น “เอสไทป์” ที่เก่าแก่แต่มีฤทธิ์น้อยกว่านั่นเอง
ทีมวิจัยของจีนจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและสถาบันปาสเตอร์จีนยอมรับเอาไว้ด้วยว่า การศึกษาวิจัยดังกล่าวมีความจำกัดทั้งทางด้านกลุ่มตัวอย่างและเวลา โดยหวังว่าจะมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งต่อไป

ข้อโต้แย้ง’ยังไม่กลายพันธุ์’
นาธาน กรูบอห์ นักระบาดวิทยาจากสำนักสาธารณสุข มหาวิทยาลัยเยล ตรวจสอบรายงานผลการวิจัยข้างต้นแล้ว ให้ความเห็นเป็นการโต้แย้งว่า ข้อสรุปของผู้เขียนรายงานวิจัยดังกล่าว “เป็นการคาดคะเนโดยสิ้นเชิง” ไม่ได้เป็นการสรุปที่มีหลักฐานบ่งชี้อย่างแน่นหนาแต่อย่างใด
กรูบอห์ยกเหตุผลแรกมาอธิบายไว้ว่า การกลายพันธุ์ที่ทีมวิจัยจีนใช้เป็นข้ออ้างอิงนั้น “มีจำนวนน้อยอย่างเหลือเชื่อ” เมื่อเทียบกับ “สายพันธุกรรม” หรือ “นิวคลีโอไทด์” ทั้งหมดของหน่วยพันธุกรรม หรือยีน
การพบการเปลี่ยนแปลงถึง 149 จุด อาจฟังดูมากมาย แต่ถ้านิวคลีโอไทด์ทั้งหมดของ ซาร์ส-โคฟ-2 มีมากถึงราว 30,000 ชิ้น การเปลี่ยนแปลงเพียงเท่านั้นย่อมถือว่า “เล็กน้อย” อย่างยิ่งจริงๆ
เล็กน้อยจนไม่อาจส่งผลกระทบ “ที่มีนัยสำคัญ” ใดๆ ต่อการทำหน้าที่ของไวรัส ถ้าหากมีเกิดขึ้นบ้างก็ตามที
ดังนั้นจึง “ไม่ถูกต้อง” ที่จะสรุปเอาว่า ความแตกต่างเพียง 149 จุด นั้นเป็นเครื่องยืนยันถึงการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่อีกสายพันธุ์หนึ่งอย่างที่รายงานสรุปเอาไว้
นอกจากนั้น กรูบอห์ ย้ำไว้ด้วยว่า กลุ่มตัวอย่าง 103 ตัวอย่างที่ทีมวิจัยนำมาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์ครั้งนี้ก็เป็นเพียง “กลุ่มตัวอย่างที่เล็กมากในจำนวนประชากรไวรัสทั้งหมด”
กรณีนี้มีนัยสำคัญต่อการศึกษาเพื่อตรวจสอบการกลายพันธุ์ของไวรัสอย่างมาก เนื่องจาก การบ่งชี้การกลายพันธุ์ของไวรัสซึ่งแพร่ระบาดออกไปทั่วโลกนั้น “ต้องดำเนินความพยายามสูงมากชนิดมหาศาล และบางครั้งกินเวลานานหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์”
(ในหนังสือ “พันธุวิศวกรรมเบื้องต้น” ของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายถึงนิวคลิโอไทด์ไว้ว่า เป็นหน่วยย่อยของดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ ประกอบด้วยเบสและหมู่ฟอสเฟตเชื่อมต่อกับน้ำตาล หมู่ฟอสเฟตเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างนิวคลีโอไทด์โมเลกุลหนึ่งกับอีกโมเลกุลหนึ่งโดยเกิดพันธะฟอสโฟไดเอสเทอร์ ทำให้สายดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอยาวขึ้น)

นักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนเห็นพ้องกับข้อสรุปของ นาธาน กรูบอห์ รวมทั้ง ริชาร์ด เนเฮอร์ นักชีววิทยาและนักฟิสิกส์ ประจำมหาวิทยาลัยบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ การค้นพบที่ว่า ไวรัสนี้กลายพันธุ์เป็น 2 สายพันธุ์ และสายพันธุ์แอลที่วิวัฒนาการขึ้นมาใหม่นั้นก่อโรคร้ายแรงมากกว่าเดิม มีแนวโน้มที่จะเป็น “ความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติ” (statistical artifact) ในแนวคิดหรือในการนำเสนอ มากกว่าที่จะเป็นอย่างอื่น
ความคลาดเคลื่อนนี้อาจเกิดขึ้นได้จากการที่ ทีมวิจัยเก็บตัวอย่าง “กลุ่มแอลไทป์” ในตอนแรกเริ่มในอู่ฮั่น ซึ่งนำไปสู่การได้ผลลัพธ์ที่ “ดูเหมือน” แสดงให้เห็นว่า กลุ่มแอลไทป์มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า
เมื่อการระบาดขยายตัวสูงมากและเร็วมากนั้นนักวิทยาศาสตร์มักเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยเร็วมากตามไปด้วย ส่งผลให้อาจเกิดการเก็บตัวอย่างมากเกินไปในบางสายพันธุ์ย่อยของไวรัส เนเฮอร์ระบุ พร้อมกับชี้ว่า ผู้เขียนรายงานเองย้ำว่าตัวอย่างที่นำมาศึกษายัง “จำกัด” และจำเป็นต้องมีศึกษาต่อเนื่องเพิ่มเติมไว้อีกด้วย
ทำไมยังไม่ต้องกลัวกลายพันธุ์
ในเมื่อสิ่งที่ทีมวิจัยจีนค้นพบไม่ใช่การกลายพันธุ์ อะไรคือการกลายพันธุ์และมันเกิดขึ้นเร็วแค่ไหน? คือคำถามที่เกิดขึ้นตามมา
กรูบอห์ยอมรับว่าคำว่ากลายพันธุ์นั้นทำให้เกิดความกังวลว่าจะเผชิญการเปลี่ยน แปลงที่ไม่คาดหมาย และน่าแตกตื่น แต่พร้อมกันนั้นก็ยังยืนยันว่าเรายังไม่ต้องเป็นกังวลว่า ไวรัสโควิด-19 จะกลายพันธุ์ อย่างน้อยก็ในขณะที่มันกำลังแพร่ระบาดอยู่ขนานใหญ่อย่างเช่นในเวลานี้ เขาอธิบายเพิ่มเติมเอาไว้ดังนี้
“ในความเป็นจริง การกลายพันธุ์เป็น ‘ธรรมชาติหนึ่ง’ ใน ‘วงจรชีวิต’ ของไวรัส และยากมากที่จะส่งผลกระทบต่อการแพร่ระบาดไปอย่างใหญ่โต”
ไวรัสที่ก่อโรคโควิด-19 นั้น เป็นไวรัสประเภท “อาร์เอ็นเอ ไวรัส” หรือไวรัสที่ใช้อาร์เอ็นเอเป็นสารพันธุกรรมหลักแทนที่จะเป็นดีเอ็นเอ ซึ่งกรูบอห์ระบุว่า จะเกิดการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่า “ส่วนใหญ่” ของการกลายพันธุ์เหล่านั้น เป็นการกลายพันธุ์ที่ส่งผลต่อไวรัสในทางลบ แถมในขณะเดียวกันไวรัสเหล่านี้ซึ่งรวมทั้งโควิด-19 ก็ไม่มีกลไกใดๆ ที่จะแก้ไขความผิดพลาดจากการกลายพันธุ์ดังกล่าว เหมือนกับที่มนุษย์มีไวรัสที่กลายพันธุ์ (ในทางลบ) จึงถูกกำจัด ตามกระบวนการคัดสรรโดยธรรมชาติ ส่วนการกลายพันธุ์ที่ส่งผลดีต่อไวรัส อย่างเช่นช่วยให้ปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ก็มักจะอยู่รอดและฝังตัวกลายเป็น “จีโนม” ทั่วไปของไวรัสหนึ่งๆ ไปในที่สุด
กรูบอห์อธิบายต่อว่า การกลายพันธุ์ที่ส่งผลดีต่อไวรัส (แต่ส่งผลร้ายมหันต์ต่อมนุษย์) อย่างเช่นการทำให้ก่อโรคร้ายแรงมากขึ้น หรือทำให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นในการแพร่ระบาดนั้น จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับกลุ่มของยีนจำนวนมากที่ทำหน้าที่เป็นรหัสพันธุกรรมเพื่อการนี้ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม ถึงเป็นเรื่อง “ผิดปกติ” ที่เราจะพบไวรัสสักสายพันธุ์เปลี่ยนแปลงวิธีการในการแพร่ระบาดระหว่างคนด้วยกันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมวัคซีนที่ผลิตจากตัวอย่างพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 ในเวลานี้จึงยังคงใช้ได้
แต่เมื่อมีวัคซีนออกมาแล้วนั่นแหละ ไวรัสจึงจะปรับตัวมันเข้ากับวัคซีนและพัฒนาขีดความสามารถเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดา อาร์เอ็นเอไวรัส ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นไวรัสโรคหัด, ไข้เหลือง หรือคางทูมก็ตามรวมทั้งไวรัส โควิด-19 ครั้งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

