หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที จับตาภารกิจ &...

จับตาภารกิจ ‘จูโน’ ก่อน ‘ฆ่าตัวตาย’

11.07.16 | 11:57 น.
AFP PHOTO / (NASA/Aubrey Gemignani)

“จูโน” อวกาศยานอัตโนมัติมูลค่า 1,100 ล้านดอลลาร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จอย่างงดงามในปฏิบัติการปรับตัวเองเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดี ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ จนได้ฉายาว่า “คิง ออฟ แพลเนทส์” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากเดินทาง 5 ปี เพื่อไปยังดาวเคราะห์ดวงนี้

ทำให้จูโนกลายเป็นยานอวกาศลำที่ 2 เท่านั้นที่สามารถเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดีได้ หลังจากที่กาลิเลโอ ยานอีกลำของนาซาทำได้เมื่อปี 1995 ทั้งยังทำสถิติเป็นยานอวกาศพลังงานแสงอาทิตย์ที่เดินทางออกห่างจากดวงอาทิตย์ไกลที่สุดคือ 792 ล้านกิโลเมตร ทุบสถิติเดิมของ “โรเซตตา” ลงได้อย่างราบคาบ

การเข้าสู่วงโคจรดังกล่าวนั้นสำคัญมาก เพราะจูโนมีโอกาสเพียงครั้งเดียวในการจุดระเบิดเพื่อชะลอยานที่ถูกแรงโน้มถ่วงมหาศาลของดาวเคราะห์ยักษ์กระชากให้เคลื่อนที่อยู่ด้วยความเร็วสูงถึง 265,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงให้ลดความเร็วลงมากพอที่จะนิ่งอยู่ในวงโคจรที่กำหนดได้ ไม่เช่นนั้นแล้วจูโนก็จะปลิวเฉียดผ่านดาวพฤหัสบดีแล้วทุกอย่างก็จะล้มเหลวลงทั้งหมด

ความยุ่งยากอีกประการของ “จูโน” ก็คือ ดาวพฤหัสบดี หรือจูปิเตอร์ นั้นอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าโลก 5 เท่า ทำให้แสงอาทิตย์ไปถึงดาวพฤหัสบดีน้อยกว่าที่มาถึงโลก 25 เท่า ด้วยเหตุนี้จูโนจึงจำเป็นต้องมีแผงโซลาร์เซลล์ที่ประกอบด้วยเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์มากถึง 18,698 ชิ้น แผ่อยู่บนแผงขนาดยาว 9 เมตร เพื่อสร้างพลังงานจากแสงแดดน้อยนิดให้เพียงพอต่อความต้องการให้ได้

นอกเหนือจากเรื่องพลังงานแล้ว ความยุ่งยากของจูโนก็คือ อวกาศโดยรอบดาวเคราะห์ขนาดยักษ์นี้มีสภาพการแผ่รังสีเข้มข้นที่สุดเหนือพื้นที่อื่นใดในระบบสุริยะ สนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีซึ่งเข้มข้นกว่าของโลกถึง 20,000 เท่า กลายเป็นตัวเร่งสปีดให้อนุภาคอิเล็กตรอนในบริเวณนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเกือบเทียบเท่าความเร็วแสง ไฮดี เบคเกอร์ หัวหน้าทีมตรวจสอบรังสีของจูโน บอกว่า จูโนเหมือนถูกระดมยิงด้วยกระสุนรังสีอยู่ตลอดเวลา

Advertisement
Reuters
Reuters

เพื่อป้องกันความเสียหายที่ได้รับจากอนุภาครังสีและพลังงานที่คายออกมาเมื่อเกิดการตกกระทบ คอมพิวเตอร์ควบคุมการบินและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อ่อนไหวของจูโน ถูกจัดเก็บไว้ในห้องนิรภัยที่ทำจากไทเทเนียม น้ำหนักรวมกัน 180 กิโลกรัม นอกเหนือจากนั้นแล้ว อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ทั้งหมดของจูโนยังติดตั้งไว้ภายในสิ่งที่เบคเกอร์เรียกว่า “เสื้อกันกระสุน” รวมทั้งกล้องสำหรับกำหนดตำแหน่งของยานด้วยตำแหน่งดวงดาวอีกด้วย

วงโคจรปัจจุบันที่จูโนโคจรอยู่นี้ใช้เวลาโคจร 53.5 วัน จึงครบ 1 รอบ นี่ยังไม่ใช่วงโคจรเพื่อทำงานของจูโน แต่เป็นวงโคจรสำหรับให้ทีมควบคุมภาคพื้นดินตรวจสอบเครื่องยนต์กลไกต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมหรือไม่

การทำงานจริงๆ ของจูโน จะเริ่มต้นในวันที่ 19 ตุลาคม เครื่องยนต์ของจูโนจะถูกจุดขึ้นอีกครั้ง เพื่อขยับตัวยานลงในสู่วงโคจรต่ำลงซึ่งใช้เวลาเพียง 14 วันก็ครบ 1 รอบ จูโนจะเคลื่อนตัวอยู่เหนือชั้นเมฆบนสุดของจูปีเตอร์เพียง 5,000 กิโลเมตร โดยจูโนจะโคจรอยู่ในวงโคจรนี้เพียง 30 รอบ ในแต่ละรอบก็จะทำหน้าที่ตรวจวัดดาวพฤหัสบดีแต่ละอย่างแตกต่างกันออกไป

ตัวอย่างเช่น การตรวจสอบรายละเอียดของสนามแม่เหล็กและสนามแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดี, ตรวจวัดปริมาณน้ำในชั้นบรรยากาศของดวงดาวดวงนี้ รวมทั้งตรวจสอบเพื่อหาความชัดเจนว่า ตัวดวงดาวที่อยู่ถัดออกไปจากเมฆไฮโดรเจนและฮีเลียมนั้นมีองค์ประกอบอย่างไรกันแน่ เป็น “ธาตุหนัก” (ธาตุอะไรก็ได้ที่หนักกว่าฮีเลียมและไฮโดรเจน) หรือเป็นก๊าซ

องค์ประกอบของน้ำและองค์ประกอบของแก่นดวงดาว จะบอกให้เรารู้ได้ว่าดาวพฤหัสบดีกำเนิดมาอย่างไร เกิดจากหินและน้ำแข็งรวมตัวกันในตอนแรกเริ่มระบบสุริยะ หรือเกิดขึ้นจากกลุ่มก๊าซยุบตัวลงทำนองเดียวกันกับดวงอาทิตย์ กำเนิดตรงที่คงอยู่ในเวลานี้ หรือมาจากที่อื่น ซึ่งปริมาณของน้ำจะบอกได้

และเนื่องจากดาวพฤหัสบดีคือดาวเคราะห์ดวงแรกของระบบสุริยะ การรู้ข้อมูลการเกิดดังกล่าวก็จะส่งผลให้เราสามารถล่วงรู้ถึงการเกิดของดาวเคราะห์อื่นรวมทั้งโลกของเราด้วย

ภารกิจทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดของจูโน จำเป็นต้องสิ้นสุดลงก่อนเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 เพราะในเวลาดังกล่าวทีมควบคุมภาคพื้นดินจะสั่งให้มัน “ฆ่าตัวตาย”

ดิ่งลงสู่บรรยากาศหนาทึบของดาวพฤหัสบดี เสียดสีและเผาไหม้เป็นจุณไปในที่สุด

ไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ปนเปื้อนสภาพแวดล้อมของดาวดวงนี้ โดยเฉพาะเพื่อป้องกันไม่ให้จุลชีพจากโลกไปเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของสิ่งมีชีวิต (ที่อาจมี) ที่นั่นได้นั่นเอง