หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที มาตรการจาก &#...

มาตรการจาก ‘เฟซบุ๊ก’ เพื่อข้อมูลที่ถูกต้องในยุค’โควิด’

5.06.20 | 15:11 น.
REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เฟซบุ๊ก เครือข่ายสังคมออนไลน์ระดับโลก ก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่อการดูแลผู้ใช้งาน และมีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้คนให้ปลอดภัยและรู้เท่าทันเหตุการณ์ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของข้อมูลเท็จและข่าวปลอมต่างๆ ที่มีการเผยแพร่กันอย่างมากบนโลกโซเชียล

โดยทางทีมงานของเฟซบุ๊กทั่วโลก มีแนวทางในการทำงานในหลายภาคส่วน เพื่อให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย และรวดเร็ว โดยพุ่งเป้าไปที่ 4 ส่วน

ส่วนแรก คือช่วยเหลือผู้คนให้เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ส่วนที่ 2 คือการจำกัด หรือลดข้อมูลที่ไม่เป็นจริง หรือเนื้อหาที่เป็นอันตราย ส่วนที่ 3 คือ การทำงานเชิงให้ความร่วมมือ และสนับสนุนหน่วยงานสาธารณสุข และส่วนที่ 4 คือ การสนับสนุนภาคธุรกิจและชุมชนในท้องถิ่น

สำหรับส่วนแรก คือ การช่วยให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือบนเฟซบุ๊ก ซึ่งในช่วงแรกของการระบาดของโควิด-19 เฟซบุ๊กได้มีการปรับอัพเดตฟีเจอร์ต่างๆ ให้ผู้คนได้เชื่อมต่อไปยังข้อมูลที่เชื่อถือได้ในประเทศไทย ซึ่งได้มีการทำงานร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ก็ยังมีการทำส่วนที่เป็นศูนย์ข้อมูลไวรัสโคโรนาขึ้นมาบนหน้าเฟซบุ๊ก ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมข้อมูลทุกอย่างของสถานการณ์ ที่น่าเชื่อถือ มีการรายงานสถานการณ์ว่าไปถึงไหนแล้ว โดยจะเป็นข้อมูลที่ได้จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับ อย่างกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ สสส.

Advertisement

นอกเหนือจากบนเฟซบุ๊กแล้ว บนอินสตาแกรม หรือไอจี ก็จะมีส่วนของการเชื่อมต่อไปที่ข้อมูลของกรมควบคุมโรคเช่นกัน และมีบัญชีแนะนำให้ติดตามบัญชีที่น่าเชื่อถือในช่วงโควิด แต่ถ้าบัญชีไหนไม่ได้รับการรับรองว่าเป็นหน่วยงานด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ ก็จะไม่แนะนำ เพื่อให้แน่ใจว่า ข้อมูลที่เข้าถึงได้เหล่านี้ ได้รับการยอมรับจริงๆ

ในช่วงแรกของการปล่อยฟีเจอร์เหล่านี้ออกไป หนึ่งเดือนแรกมีผู้ใช้ไอจีกว่า 2,000 ล้านคนที่เข้าถึงข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุข และมีกว่า 350 ล้านคนที่คลิกเข้าไปอ่าน เรียนรู้เพิ่มเติม

ส่วนที่ 2 คือการจำกัด หรือลดข้อมูลที่ไม่เป็นจริง หรือเนื้อหาที่เป็นอันตราย ซึ่ง “เฟคนิวส์” ในนิยามของเฟซบุ๊ก นั้น จะหมายถึงข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เพียงแต่ว่าคนทั่วไปจะไม่รู้ว่ามันเป็นข่าวปลอม แล้วคนที่เผยแพร่ต่อไปอาจจะมีเจตนาที่ดี แต่ไม่รู้จริงๆ ว่า เป็นข่าวปลอม อย่างเช่น ข่าวเรื่องน้ำเกลือรักษาโควิดได้ ซึ่งหากเฟซบุ๊กพบเจอกับข่าวปลอมพวกนี้ ก็จะจัดการกับข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเหล่านั้น ตามขั้นตอน โดยขั้นตอนแรก คือการ remove หรือเอาออก หากเนื้อหาดังกล่าวละเมิดมาตรฐานชุมชนของเฟซบุ๊ก โดยในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ เฟซบุ๊กได้มีการลบบัญชีปลอมไปแล้ว 1,700 ล้านบัญชีทั่วโลก ซึ่งจะมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ช่วยในการตรวจหา และลบก่อนที่จะเกิดบนแพลตฟอร์ม

โดยภายใต้ นโยบายการจัดการข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เฟซบุ๊กจะลบข้อมูลปลอมที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายได้ ซึ่งเป็นข้อมูลดังต่อไปนี้ 1.การกล่าวอ้างวิธีการรักษาโรค 2.การป้องกันการแพร่ระบาด 3.ข้อมูลที่ไม่สนับสนุนการรักษาโรค 4.สถานที่ที่ให้บริการรักษาโรคหรือเครื่องมืออื่นๆ และ 5.บริเวณและความรุนแรงของโรคระบาด

โดยเฟซบุ๊กจะมีการรายงานสถานการณ์ความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้ลบออกไปจากแพลตฟอร์ม โดยอ้างอิงจากแนวทางขององค์การอนามัยโลกและหน่ยงานด้านสุขภาพอื่นๆ

ส่วนที่ 2 คือ ข้อมูลที่ไม่จริง แต่ไม่เป็นอันตรายรุนแรงถึงชีวิต จะไม่ลบ แต่จะจำกัดการเข้าถึง หรือ reduce และสุดท้ายคือ การให้ข้อมูลแจ้งเตือนว่า ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น การแจ้งว่าข้อมูลนี้ได้รับการตรวจสอบแล้วว่า ปลอม

ซึ่งในช่วงยุคโควิดเช่นนี้ ทางเฟซบุ๊กเองได้มีการนำเอานโยบายของมาตรฐานชุมชนมาประยุกต์ใช้ในช่วงนี้ เช่น เรื่องการร่วมมือกันกระทำสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตราย เช่นเนื้อหาที่กระตุ้นให้คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแพร่เชื้อ หรือเนื้อหาที่กระตุ้นให้คนละเมิดกฎข้อบังคับ รวมไปถึงพวกเฮทสปีชคือ การพูดวาจาที่สร้างความเกลียดชัง เนื้อหาที่กล่าวอ้างว่า เพราะคนกลุ่มนี้เป็นตัวการของโควิด ซึ่งเฟซบุ๊กถือว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้น ก็จะถูกลบออกไปด้วย และสุดท้าย ในเรื่องของการ กลั่นแกล้งและการละเมิด เช่น การอ้างว่าบุคคลหนึ่งเป็นโควิด แล้วมีการไปกลั่นแกล้งหรือแยกคนเหล่านี้ออกจากสังคม

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการจัดการข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยจะอนุญาตให้ลบข้อมูลปลอมเกี่ยวกับโควิด-19 ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายได้ รวมไปถึงเนื้อหาเกี่ยวกับการกล่าวอ้างผิดๆ ตลอดจนสถานที่ที่ให้บริการรักษาโรคและความรุนแรงของโรค ซึ่งทางเฟซบุ๊กเองได้พัฒนาความคืบหน้าของหลักการสำหรับการลบเนื้อหาอยู่เสมอ โดยอ้างอิงแนวทางจากองค์การอนามัยโลกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันสุขภาพต่างๆ

และนโยบายใหม่ อย่าง การห้ามโฆษณาอะไรที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ หน้ากาก ชุดตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้คนเอาเปรียบจากสถานการณ์ ที่มีการเอาเนื้อหาพวกนี้ออกไปแล้วกว่า 2,500 ล้านเนื้อหา

ในเรื่องการจัดการข้อกล่าวอ้างที่ไม่ได้ส่งผลต่ออันตรายต่อชีวิตหรือทางร่างกายโดยตรง เช่น ทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับสาเหตุของโรคระบาด ที่เฟซบุ๊กได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรตรวจสอบว่าปลอมกว่า 60 ราย ที่ครอบคลุมกว่า 50 ภาษา ทันทีที่เนื้อหาได้รับการยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ก็จะทำการลดโอกาสในการมองเห็นข้อมูลนั้นในหน้าข่าวและติดสัญลักษณ์แจ้งเตือน

โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 16 เมษายนที่ผานมา เฟซบุ๊ก ได้เพิ่มจำนวนพันธมิตรเพื่อตรวจสอบข่าวปลอมอีก 8 ราย และขยายการครอบคลุมในอีกกว่า 12 ประเทศ โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เฟซบุ๊กได้แสดงการแจ้งเตือนสำหรับเนื้อหาราว 50 ล้านโพสต์บนเฟซบุ๊ก ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ที่อ้างอิงจาก 7,500 บทความโดยพันธมิตรตรวจสอบข่าวปลอมอิสระ เมื่อผู้ใช้งานเห็นสัญลักษณ์แจ้งเตือนแล้ว ร้อยละ 95 ของผู้ใช้งานเลือกที่จะไม่เปิดอ่านเนื้อหาต่อ ซึ่งทางเฟซบุ๊กยังได้ลบข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงหลายแสนชิ้นที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

สำหรับในส่วนที่ 3 ของการทำงานกับหน่วยงานด้านสุขภาพของไทยนั้น ได้มีการทำงานร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ สสส. โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพิ่งจะมีการเปิดตัวแชตบอท เพื่อตอบคำถามที่พบบ่อย รวมทั้งเคล็ดลับการป้องกันโรคระบาด การรายงานสถานการณ์ เครื่องมือตรวจวินิจฉัยด้วยตนเองในเบื้องต้น

ในส่วนของการร่วมมือกับ สสส.นั้น ก็มีการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน ทำแบ่งปันข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ จัดเทรนนิ่งให้แก่หน่วยงานเหล่านี้ เพื่อให้ข้อมูลที่น่าสนใจ และให้คนเข้ามาอ่านเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือเบื้องต้น

สำหรับสุดท้าย ข้อ 4 แนวทางเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสาธารณสุขนั้น มีการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ทั้งคูปองโฆษณา ที่ทางเฟซบุ๊ก สนับสนุนหน่วยงานสาธารณสุขด้วยการมอบคูปองโฆษณาในกว่า 100 ประเทศ เพื่อการโฆษณาฟรี ที่รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคของประเทศไทยด้วย

รวมถึง การบูสต์เนื้อหา เพื่อให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น และยังร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ให้ข้อมูลเข้าถึงคนไทยได้มากขึ้นด้วย

อย่างบนไอจี ได้มีการออกฟีเจอร์มาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยการสนับสนุนให้คนอยู่บ้าน รักษาสุขภาพ อย่าง สติ๊กเกอร์ “อยู่บ้าน” ที่ภายใน 1 สัปดาห์หลังการเปิดตัว ก็มีการใช้งานสติ๊กเกอร์ “อยู่บ้าน” กว่า 100 ล้านครั้งทั่วโลก

และสุดท้าย การสนับสนุนภาคท้องถิ่นในไทย มีการเปิดตัว business resource hub เพื่อเป็นข้อมูลให้สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือ #supportsmallbusiness ที่ช่วยธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ร้านดีบอกต่อ

นอกจากนี้ ซีอีโอของเฟซบุ๊ก ยังประกาศมอบเงินทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก 30,000 รายทั่วโลกในกว่า 30 ประเทศ ที่เฟซบุ๊กดำเนินธุรกิจ ซึ่งแน่นอนว่า มีประเทศไทยรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

และ ตัวรีแอ๊กชั่นใหม่ อย่างอีโมจิ แสดงความห่วงใย หรือแคร์ บนหน้าเฟซบุ๊ก ที่ช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อกันในงสังคม หรือบนแมสเซนเจอร์ ก็จะมี หัวใจเต้นได้อยู่ เพื่อให้คนใช้งานรู้สึก “บวก” มากขึ้น

ทั้งหมดนี้ คือมาตรการจากเฟซบุ๊ก เพื่อสังคมและภาคธุรกิจ ที่กำลังประสบกับภาวะวิกฤตในช่วงการระบาดของโควิด-19 เพื่อให้ทุกคน สามารถผ่านพ้นมันไปด้วยกัน