ชีวิตที่ต้องวางแผนของเวิร์กกิ้งวูแมน ‘วิลาสินี ธัญญวิเศษศิลป์’

วิลาสินี
วิลาสินี

ชีวิตที่ต้องวางแผนของเวิร์กกิ้งวูแมน ‘วิลาสินี ธัญญวิเศษศิลป์’

วิลาสินี – ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนในโลกใบนี้ เรียกได้ว่าคงไม่มีใครที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก “โควิด-19” ไม่ว่าจะด้วยการทำงาน การเรียน หรือ สุขภาพใจ เช่นเดียวกับ “ติ๊ก” วิลาสินี ธัญญวิเศษศิลป์ เวิร์กกิ้งวูแมน ผู้นำเข้าจักรเย็บผ้า เบอร์นิน่า จากสวิตเซอร์แลนด์ และแบรนด์สกินแคร์บำรุงผิว ดับเบิล ทรี

ก็แอบได้รับผลกระทบในแง่การทำงานอยู่ไม่น้อย

วิลาสินี เล่าว่า ด้วยความที่นำเข้าจักรเย็บผ้า ซึ่งในช่วงนี้ลูกค้าอยู่บ้าน ซื้อจักรไปเย็บผ้า หรือเย็บแมสก์กัน สำหรับยอดขายจึงไม่กระทบเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ห้างสรรพสินค้าปิดให้บริการ ทำให้พนักงานขายแต่ละคนที่อยู่ตามห้างไม่สามารถไปทำงานได้ เราก็มาคุยกับพนักงานเลย ว่าใครอยากจะอยู่บ้าน หรืออยากอยู่ออฟฟิศ พนักงานกว่าครึ่งก็อยากพักอยู่บ้าน คนที่มาทำงานก็จะให้เขามาทำงานที่ออฟฟิศ ดูแลลูกค้าที่เข้ามาซื้อจักรที่ออฟฟิศแทน ซึ่งเราก็เปิดขายได้วันละ 1 ราย เพราะต้องมีการสาธิตการใช้งานต่างๆ ลูกค้าก็ต้องจองเข้ามาก่อน และมีมาตรการความสะอาด เพื่อทั้งเราและลูกค้า

“เมื่อพนักงานของเราออกไปขายของไม่ได้ ก็จำเป็นต้องหางานให้พนักงานทำ สำหรับคนที่มาออฟฟิศ เราก็ให้เขาเย็บแมสก์ เพื่อนำไปบริจาคให้กับองค์กรต่างๆ ทยอยเย็บกันไป คนหนึ่งก็เย็บได้ 10 ชิ้นต่อวัน ก็ถือว่ามากแล้ว ลูกค้าก็มีสนใจอยากจะเข้ามาซื้อ เราก็คิดว่าจะขายในราคา 100% เพื่อนำเงินไปบริจาคต่อไป เราอยากให้พนักงานมีงานทำ ส่วนนี้เราก็จะจ่ายเงินเดือนเขาตามปกติ ส่วนคนที่อยู่บ้านเราก็ต้องคุยกับเขา ถามความสมัครใจ ว่าจะไม่มีเงินเดือนให้นะ เขาก็ถือว่าหยุดพักร้อน ก็มีครึ่งๆ เลย”

“จริงๆ สงกรานต์ที่ผ่านมา ติ๊กเองจะพาพนักงานไปเอาต์ติ้งที่เกาหลี แต่ก็ต้องพับโปรแกรมไป เพราะเรารับผิดชอบคนจำนวนมาก”

ส่วนแบรนด์สกินแคร์ บำรุงผิว ที่หลายคนมองว่าขายออนไลน์อาจไม่ได้รับผลกระทบนั้น ติ๊กบอกว่า ก็ได้รับผลกระทบเรื่องการส่งออกไม่น้อย จากที่เคยขายไปที่กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และลาว ก็ส่งออกไม่ได้ทุกช่องทาง 100% ทำให้ต้องหยุดไป โชคดีที่ปรับตัวค่อนข้างไว เมื่อโรคเริ่มระบาดก็รีบทำเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สูตรบำรุงผิวออกมาขายเพิ่มเสริมแบรนด์สกินแคร์อยู่ได้ ทำให้ช่วงแรกค่อนข้างขายดี เพราะคนก็เชื่อใจ แต่เมื่อทุกๆ แบรนด์ทำออกมาขายกันหมด ก็เริ่มอยู่ตัว ลูกค้าที่เชื่อใจเราเขาก็กลับมา

วิลาสินี เผยว่า ติ๊กมองว่า คนเริ่มอยู่ตัว อยู่บ้านก็ไม่ค่อยใช้เจลล้างมือเท่าไหร่ ก็เลยผลิตสเปรย์ฆ่าเชื้อในบ้าน บนพื้นผิวต่างๆ มาวางขายต่อไป เพราะยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ แม้ว่าหมดช่วงเคอร์ฟิวแล้วก็ยังต้องใช้

“ติ๊กเองทำแบรนด์ดูแลผิวอยู่แล้ว เราทำอย่างมีมาตรฐาน มีใบรับรอง เน้นคุณภาพ คนก็จะเชื่อใจเรา”

และในช่วงที่คนทั้งประเทศกำลังช่วยกัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค วิลาสินีก็ขอเป็นส่วนหนึ่งสนองนโยบายรัฐ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”

“ด้วยความที่ออฟฟิศยังเปิด พนักงานก็ยังมา เราก็ยังต้องเข้าอยู่แต่จะเข้าไปเฉพาะมีประชุม หรืองานด่วน ที่เหลือก็จะทำงานที่บ้าน หากประชุมออนไลน์ได้ก็ทำ ช่วงนี้ชีวิตก็มีแค่บ้านกับออฟฟิศ ไม่ได้ออกไปไหนเลย มีไปซื้อของเข้าบ้าน กลับมาก็จะรีบอาบน้ำ จับอะไรก็จะล้างมือตลอด ทานวิตามินให้เยอะกว่าเดิม เพราะเราไม่ได้ออกกำลังกายมากเท่าเดิมแล้ว กลัวว่าภูมิต้านทานเราจะต่ำ”

พร้อมบอกวิธีแก้เบื่อว่า ไม่พ้นการทำอาหาร จากคนไม่เคยทำอาหาร เข้าครัว ก็มีสกิลเพิ่มขึ้นจนเป็น “แดจังกึม” ได้สูตรจากเพจต่างๆ ในเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะสูตรอาหารเกาหลี ที่เป็นเมนูประจำบ้านไปแล้ว นอกจากนั้น ก็ดูซีรีส์ ปลูกต้นไม้ไป

และยังได้ทำความตั้งใจ อย่างการเลี้ยงสัตว์ให้เป็นจริง

“จริงๆ อยากเลี้ยงแมวมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีเวลาสักที พอติดโควิด เราก็อยากทำอะไรให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ว่าง ไม่เหงา ก็เลยไปรับแมวมาเลี้ยง 2 ตัว ให้เขามีเพื่อนเล่น และตั้งใจจะเลี้ยงไปยาวๆ”

“โควิด ทำให้ติ๊กตกผลึกว่า โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้หมด อาชีพที่มั่นคงสูงมากอย่างแอร์ หรือธุรกิจการบิน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะตกงาน ยังมีวันนี้ เราเองที่ทำธุรกิจส่วนตัว ก็ต้องตระหนักและวางแผนให้ดีที่สุด เพราะรับผิดชอบคนเยอะ ต้องทั้งออมเงินและซื้อประกันสุขภาพด้วย”

“เพราะเราไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘จาตุรนต์’ ชี้ศึก พปชร.ซ้ำเติม ปท. ห่วงปรับ ครม.ยิ่งทำให้ รบ.ล้มเหลวเลวร้ายมากขึ้น
บทความถัดไปกำชับตำรวจทุกนายห้ามทำผิดกฎจราจร สร้างภาพลักษณ์ที่ดีองค์กร ถ้าทำผิดเสียเองถูกดำเนินคดีเหมือนปชช.ไม่ละเว้น