เช็ก 5 อาการ ‘โรคกล้ามเนื้อ’ คนทำงาน ‘ไม่ใส่ใจ’ ปล่อยจนชิน
โรคกล้ามเนื้อ – การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องนั่งทำงานในท่าเดิม หรือยืนในท่าเดิมนานๆ นำมาซึ่งความเมื่อยล้า หรือปวดกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ อาการเหล่านี้ หากปล่อยไว้นานๆ ไม่แก้ไขหรือรักษา จะกลายเป็น “อาการเรื้อรัง” ที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้
นางสาวจิดาภา ทรัพย์สีพงษ์ แพทย์แผนไทย จาก “ธรรมานามัยคลินิก” คลินิกแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่มุ่งเน้นในการดูแล ส่งเสริม รักษา และฟื้นฟู ผู้มารับบริการด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย กล่าวถึง 5 กลุ่มโรคกล้ามเนื้อที่คนวัยทำงานส่วนใหญ่เป็น ว่า คนวัยทำงานปัจจุบันมีอาการปวดกล้ามเนื้อช่วงบน คอ บ่า ไหล่ สะบัก ศีรษะ หลัง เป็นจำนวนมาก เช่น ทำงานหน้าคอมพ์ ทำงานอยู่กับที่ ขับรถนานๆ เรียกว่า ไดร์ฟ ซินโดรม เกิดกับคนขับรถแท็กซี่ หรือคนที่ขับรถเป็นประจำ หรือเวลารถติดก็สามารถเป็นได้เหมือนกัน เพราะต้องจับพวงมาลัย หรือเกียร์ตลอดเวลา ซึ่งการใช้งานมากเกินไปทุกอย่างเป็นผลเสียทั้งสิ้น


ทั้งนี้ นางสาวจิดาภาจำแนกอาการโรคกล้ามเนื้อออกเป็น 5 กลุ่มอาการ ดังนี้
1.ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง หรือออฟฟิศซินโดรม
เป็นอาการที่คนวัยทำงานเป็นมากที่สุด จะมีอาการปวดตึงบ่า สะบัก ไหล่ บางรายอาจมีอาการปวดร้าวขึ้นศีรษะข้างๆ คอ หรือปวดบริเวณฐานกะโหลก ซึ่งมีอาการปวดตื้อตลอดทั้งวัน หรือปวดเป็นบางเวลา ซึ่งหลายคนคิดว่าเป็นไมเกรน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ส่วนวิธีป้องกัน หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าเดิมนานๆ แนะนำว่าประมาณ 2 ชั่วโมง ให้ลุกขึ้นเดิน หรือเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อเป็นการรีแลกซ์กล้ามเนื้อ
2.ไมเกรน
เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากมีสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้น เช่น น้ำหอม แสงแดด อากาศร้อนจัด เย็นจัด หรือกลิ่นต่างๆ โดยอาการจะเป็นการปวดศีรษะข้างเดียว หรือทั้งสองข้างพร้อมๆ กันก็ได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าต่างๆ
3.หัวไหล่ติด
ปกติคนเราจะสามารถยกแขนได้ ตามมูฟเมนต์ของร่างกาย แต่ถ้าใครมีอาการไหล่ติด จะมีอาการที่อาจยกแขนได้ แต่ได้ในองศาน้อยๆ ยกแขนสูงสุดไม่ได้ คนที่เป็นหนักอาจยกแขนไม่ได้เลย หรือเอามือไพล่หลังไม่ได้ เพราะมีอาการติดบริเวณข้อต่อหัวไหล่ เรียกว่าไหล่แข็ง หรือ โฟรเซ่น โชว์เดอร์ (Frozen Shoulder) เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อหนักๆ นานๆ เช่น การทำงานอยู่ในท่านั้นนานๆ ขับรถนานๆ ทำเป็นประจำทุกวัน โดยไม่มีการยืดเหยียด หรือคลายกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานออฟฟิศ ขับรถ ทั้งรถเมล์ แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ส่วนตัว ดังนั้น ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าเดิมนานๆ จะช่วยได้
4.นิ้วล็อก
เกิดกับคนที่เล่นโทรศัพท์ พิมพ์คอมพิวเตอร์ ทำงานเย็บผ้า ทำงานละเอียดๆ ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อมือนานๆ หรือหิ้วของหนัก 10-20 กิโลกรัม หิ้วถุงช้อปปิ้ง ถุงพลาสติกหนักๆ ซึ่งเป็นการใช้งานกล้ามเนื้อบริเวณนี้มากเกินไป ทำให้เอ็นกล้ามเนื้อของนิ้วมือเกิดการอักเสบ และบวมขึ้นมา
อาการนิ้วล็อก อาการเริ่มต้น จะไม่สามารถกำมือได้ตอนตื่นนอน หรือนิ้วแข็งตอนตื่นนอน แต่พอผ่านไปสักพักก็จะสามารถคลายมือได้ ถ้าอาการเป็นหนักขึ้น พอเหยียดนิ้ว นิ้วจะดังก๊อก ไม่สามารถเหยียดนิ้วเองได้
5.ปวดกล้ามเนื้อหลัง
เป็นอาการที่คนส่วนใหญ่เป็น โดยจะมีทั้ง “หลังบน” คือ บ่า ไหล่ สะบัก หลังล่าง และ “กลางหลัง” ลงมาจนถึงบริเวณบั้นเอว อยู่ในกลุ่มออฟฟิศซินโดรม มีอาการปวดบั้นเอว ปวดหลังเวลานั่งนานๆ นั่งผิดท่า นั่งไม่สบาย นั่งไม่ถนัด นั่งไม่ตรงสรีระร่างกาย นั่งหลังค่อม นั่งไขว่ห้าง นั่งนานๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็น ควรนั่งประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วลุกเดิน 1 ครั้ง หรือยืดเหยียด เพื่อให้ร่างกายได้ขยับบ้าง เพราะปกติร่างกายคนเราจะเริ่มปวดเมื่อยประมาณ 2-3 ชั่วโมง


นางสาวจิดาภาระบุว่า คนยุคปัจจุบันเป็นโรคเหล่านี้เยอะ บางคนเป็นแล้วมารักษา แต่บางคนปล่อยผ่าน ซึ่งการปล่อยผ่าน ไม่รักษาให้ถูกวิธี อาการก็จะลุกลามไปเรื่อยๆ เช่น ไหล่ติด ตอนแรกอาจปวดบ่า สะบัก ไหล่ แต่พอผ่านไปหลายปีเข้า วันหนึ่งอาจจะยกแขนไม่ขึ้นเลยก็ได้ เพราะกล้ามเนื้อแข็งจนรั้งกันไว้ ซึ่งการรักษามีหลายทางเลือก ทั้งแผนปัจจุบัน แผนไทย แผนจีน กายภาพบำบัด อย่างการนวดรักษาแผนไทยจะทำการรักษาโดยการคล่อยๆ นวดคลายกล้ามเนื้อ ร่วมกับการยืดเหยียดร่างกายของผู้ป่วยเอง เพราะการสม่ำเสมอของการบริหารจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
“สัญญาณที่บอกว่า เราควรเปลี่ยนท่าทางหรืออิริยาบถแล้ว คือ ความรู้สึกเมื่อย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของร่างกาย และให้รู้จักสังเกตว่าเราปวดเมื่อจากสาเหตุอะไร ทำอะไรมา เบื้องต้นให้แก้ไขด้วยวิธีการบริหารก่อน แต่ถ้าไม่หาย แนะนำให้ไปพบแพทย์ อย่าปล่อยทิ้งไว้ ไม่อย่างนั้นจะเรื้อรัง”
“ที่น่าเป็นห่วงคือ หลายคนอยู่กับมันจนชิน และไม่รู้ว่ามีอาการแล้ว วิธีสังเกตง่ายๆ ถ้ามีอาการไม่ปกติคือ กล้ามเนื้อหดเกร็ง จับไปกล้ามเนื้อจะแข็งๆ ตึงๆ ไม่นุ่ม และมีจุดกดเจ็บ หรือมีอาการปวดร้าว หรือปวดสะบักจนมีอาการปวดร้าวขึ้นศีรษะ เป็นต้น”

สำหรับคนยังไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อย สามารถดูแลตัวเองได้ที่บ้าน ด้วยท่าบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยจะทำก่อนหรือหลังทำงาน หรือระหว่างพักก็ได้ ดังนี้
1.ท่ายืดแขน โดยประสานมือ ยืดอก และยกแขนขึ้นให้อยู่เหนือศีรษะ แล้วค้างไว้ 5-10 วินาที เพียงเท่านี้ก็จะช่วยยืดไหล่ สะบัก ต้นแขน ปลายนิ้วมือ และยังสามารถเพิ่งมูฟเมนต์ ด้วยการเอียงซ้าย-ขวา ก็จะช่วยยืดหลังช่วงบนได้ด้วย โดยทำท่าละ 5-10 ครั้ง หรือทำจนรู้สึกดีหรือผ่อนคลาย
2.ยืดกล้ามเนื้อข้างคอ โดยใช้มือขวาจับศีรษะข้างซ้าย แล้วค่อยๆ เอียงลงมา ค้างไว้ 5-10 วินาที จากนั้นสลับทำอีกหนึ่งข้าง จะรู้สึกตึงบริเวณโค้งคอด้านข้าง เป็นการยืดกล้ามเนื้อบริเวณข้างคอ โดยทำท่าละ 5-10 ครั้ง หรือทำจนรู้สึกดีหรือผ่อนคลาย
อาการใกล้ตัวที่อย่ามองข้าม

