สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) ส่องพฤติกรรมประชาชนใช้สารเสพติดช่วงโควิด-19 พบว่านักเสพลดลงเหตุเพราะการกักตัวและเคอร์ฟิวทำให้การซื้อขายลำบาก ชี้คนไทยดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ดื่มน้ำเมาลดลง 56.4% สูบบุหรี่ลดลง 28.1% เพราะกลัวเพิ่มความเสี่ยงติดโควิด-19
ข้อมูลนี้มาจากผลสำรวจการรับรู้ถึงความเสี่ยงและพฤติกรรมการใช้สารเสพติดช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยโทรศัพท์สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 1,825 ราย ระหว่างวันที่ 20-24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเพศหญิง 50.4% ชาย 49.5% อายุ 15 ปีขึ้นไป อาศัยอยู่ใน 15 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ชลบุรี อยุธยา นครปฐม เชียงใหม่ เชียงราย เพชรบูรณ์ ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา เปิดเผยผลสำรวจที่งานแถลงข่าว “สถานการณ์ยาเสพติดในช่วงระบาดของโควิด-19 ลดน้อยลงหรือโดดเพิ่มขึ้น” เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมี “ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม” ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส., “รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ” ผู้จัดการ ศศก. และ “ดร.สุริยัน บุญแท้” ผู้จัดการ SAB ร่วมงานแถลง

สิ่งที่น่าสนใจคือ พบกลุ่มตัวอย่างเกินครึ่ง 61.2% รู้ว่าการใช้สารเสพติดเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรคโควิด-19 ขณะที่ 79.3% รู้ว่าสารเสพติดทำลายภูมิต้านทานของร่างกาย ติดเชื้อง่าย และ 12.8% พบเห็น/รับรู้ว่ามีการใช้สารเสพติดในชุมชน โดยบุคคลที่ใช้สารเสพติดส่วนใหญ่เป็นเพื่อนบ้าน รองลงมาเป็นคนในชุมชน นอกจากนี้ 7.6% ยังพบเห็น/รับรู้ว่ามีการซื้อขายสารเสพติดในชุมชน และผู้ขายครึ่งหนึ่งเป็นคนในชุมชน ทั้งนี้ สารเสพติดที่พบเห็น 55.6% เป็นน้ำต้มใบกระท่อมผสมสารอื่น 52.6% เป็นยาบ้า 49.6% เป็นใบกระท่อมแบบเคี้ยวสด 23.1% เป็นกัญชา และ 12.4% เป็นยาไอซ์

ดร.สุริยัน บุญแท้ เปิดเผยว่า การสำรวจได้ถามถึงการใช้สารเสพติดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยกลุ่มตัวอย่าง 4.6% มีการใช้สารเสพติด อาทิ กัญชา ใบกระท่อม รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ แต่ในช่วงการระบาดโรคโควิด-19 มีแนวโน้มใช้สารเสพติดน้อยลง 29.8% บางรายไม่ใช้เลย สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากไม่ได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อน ประกอบกับมาตรการภาครัฐที่ให้กักตัวอยู่บ้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่ถี่ขึ้น การซื้อขายในยามวิกาลทำได้ยากเพราะมีเคอร์ฟิว ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาเสพติดมากขึ้นอยู่ที่ 6% เกิดจากความเครียด เบื่อหน่าย และมีเวลาว่างมาก
ส่วนประเด็นเรื่องการปลดกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด 42.6% รู้ข่าวการออกกฎหมาย โดย 38.6% เห็นด้วย เพราะมองว่าเป็นพืชสมุนไพรใช้เป็นยา ขณะที่ 24.4% ไม่เห็นด้วย มองว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ และมอมเมาเด็กและเยาวชนให้ติดยา อย่างไรก็ตาม ได้แนะให้นำกรณีศึกษาของเสรีกัญชาเป็นตัวอย่าง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่ากัญชาคืออะไร ขณะเดียวกันมาตรการควบคุม กำกับติดตาม ยังไม่ชัดเจน ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจน เพราะคนที่ไม่เข้าใจอาจตีความในทางลบได้
“แนวโน้มลดลง ทั้งการเสพ การซื้อ การขาย ใช้ยาเท่าเดิมบ้าง ลดลงบ้าง ส่วนน้อยบอกใช้มากขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ประมาน 1 ใน 3 บอกว่ายาเสพติดหาง่าย ซื้อขายกันง่าย”

ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม เผยว่า การศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการใช้สารเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นอย่างไร และพบว่าผู้เสพหน้าใหม่ลดลง แต่ในความลดลงก็มีส่วนที่น่ากังวลอยู่บ้าง คือ 1.ผู้เสพหน้าใหม่เป็นเด็กอายุน้อยลง และ 2.คนใช้รูปแบบการฉีดเข้าร่างกายมากขึ้น แต่ถ้าดูภาพรวม การสูบบุหรี่ลดลง ดื่มสุราลดลง ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และอยากเห็นผลระยะยาวด้วยว่าเกิดจากการตระหนักรู้ถึงพิษภัยแล้วหันมาลด ละ เลิกหรือไม่ ซึ่งโจทย์ต่อไปคงต้องดูที่ปัญหาสุขภาพของคนไทย และปัญหาที่เกิดจากการเสพติดอยู่ในลำดับที่ต้องให้ความสำคัญ ขณะนี้ สสส. มีข้อมูลวิชาการที่เข้มแข็ง ดังนั้นต้องเร่งส่งต่อภาคนโยบาย ปรับปรุงศูนย์ ศศก. ขณะเดียวกันภาคสังคมก็ต้องร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด รวมไปถึงทุกคนต้องสร้างภูมิต้านทานให้กับชีวิตของตัวเองด้วย จึงจะช่วยจัดการปัญหานี้ได้

ขณะที่ด้าน รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ เตือนกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดประเภทสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ที่เสพโดยการสูดควันเข้าสู่ร่างกาย เช่น ไอซ์ ยาบ้า กัญชาแบบสูบ เป็นอันตรายต่อปอดโดยตรง หากติดโควิด-19 จะมีอาการที่แย่กว่าคนปกติ เนื่องจากเชื้อไวรัสเข้าไปทำลายปอด กลุ่มผู้ใช้สารที่มีฤทธิ์ระงับอาการปวดกลุ่มโอปิออย์ (Opioids) เช่น ฝิ่น เฮโรอีน จะส่งผลให้ผู้ติดเชื้อมีอาการทรุดลง เพราะออกฤทธิ์กดประสาททำให้หายใจช้าลง ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง คนที่ใช้ปริมาณสูงอาจถึงขั้นหยุดหายใจได้ ใครที่ติดสารเสพติดประเภทนี้ ต้องระวังมากๆ ทั้งนี้ หากโควิด-19 ระบาดในไทยรอบ 2 ต้องเตรียมรับมืออาการของโรคที่เกิดจากผลข้างเคียงในผู้ใช้สารเสพติด หรือกลุ่มประชากรเปราะบางเหล่านี้ด้วย
มุ่งหวังให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจตรงจุด เช่น กัญชา คนที่ใช้เพื่อสันทนาการ/ปรุงอาหารก็มี ทำอย่างไรให้เข้าถึงและนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ คนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ทำให้เข้าถึงยากหน่อย แล้วโอกาสที่ความชุกของการใช้สารต่างๆ ก็จะลดลง เรื่องนี้เป็นอีกโจทย์สำคัญทีเดียวที่ถูกหยิบมาพูดถึง
และคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อว่าภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะมีแนวทางอย่างไรกับพืชที่มีการปลดออกจากยาบัญชียาเสพติด รวมไปถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในไทยอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องในระยะยาว

