ซีดีซีกังวลหนัก ‘ซิกา’ ผู้หญิงแพร่เชื้อ-แค่สัมผัสก็ติด?

ศูนย์เพื่อการป้องกันและควบคุมโรค(ซีดีซี) ของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่รายงาน 2 ชิ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการแพร่ระบาดใหม่ของเชื้อไวรัสซิกา ที่ไม่จำเป็นต้องแพร่ระบาดผ่านพาหะอย่างยุงอีกต่อไป จนน่าวิตกกังวลอย่างยิ่งว่า การแพร่ระบาดของไวรัสซึ่งก่อให้เกิดโรคไมโครเซฟาลี หรือพัฒนาการผิดปกติของศีรษะทารกในครรภ์ และก่อให้เกิดการเสียชีวิตในผู้ใหญ่ได้โดยตรงนั้นอาจแพร่หลายกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

รายงานชิ้นแรกเปิดเผยเมื่อราวกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากซีดีซีตรวจสอบพบว่า สตรีวัย 20 ปี จากนครนิวยอร์กผู้หนึ่ง ติดเชื้อซิกามาจากการเดินทางไปยังพื้นที่ซึ่งมีการแพร่ระบาด เมื่อกลับประเทศมาก็หลับนอนกับแฟนหนุ่ม ต่อมาจึงเกิดอาการไข้ซิกาขึ้น จึงเดินทางไปพบแพทย์และได้รับการยืนยันการติดเชื้อซิกา ที่แปลกก็คือ คู่นอนรายดังกล่าวซึ่งไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศมาก่อน และไม่เคยถูกยุงกัด ทำให้สรุปได้ว่า ผู้ติดเชื้อที่เป็นสตรีก็สามารถแพร่เชื้อไวรัสนี้ให้กับคู่นอนผู้ชายได้ ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นกรณีแรกของโลก เพราะเท่าที่ผ่านมา มีแต่กรณีที่ผู้ป่วยชายแพร่ไวรัสซิกาให้กับคู่นอนสตรีผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น

นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ซีดีซียังเผยแพร่รายละเอียดกรณีผู้ป่วยชายที่ล้มป่วยด้วยการติดเชื้อไวรัสซิกาและเสียชีวิตไปเมื่อเดือนมิถุนายนก่อนหน้านี้ที่เมืองซอลท์เลคซิตี รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นผู้เสียชีวิตจากไวรัสซิการายแรกในสหรัฐอเมริกา แสดงข้อมูลแปลกใหม่ที่ทำให้ไข้ซิกาน่าวิตกมากขึ้นไปอีก

แรกสุดนั้นเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้เสียชีวิตซึ่งได้รับเชื้อซิกาจากการเดินทางไปยังพื้นที่ซึ่งมีการแพร่ระบาด ผลการตรวจในห้องปฏิบัติการของซีดีซี พบว่าในเลือดของผู้ตายมีความเข้มข้นของเชื้อไวรัสซิกาสูงผิดปกติ กล่าวคือสูงกว่าปริมาณของเชื้อที่พบในผู้ที่ติดเชื้อทั่วไปถึงกว่า 100,000 เท่า อันเป็นปริมาณของไวรัสในร่างกายผู้ป่วยที่สูงมากชนิดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน และจนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมปริมาณเชื้อในตัวผู้ป่วยรายนี้ถึงสูงผิดปกติเช่นนั้น

ในขณะเดียวกัน ซีดีซียังพบด้วยว่าผู้ป่วยที่เสียชีวิตรายนี้ “อาจ” แพร่เชื้อให้กับสมาชิกในครอบครัวรายหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลระหว่างกำลังป่วย ทำให้เกิดความเป็นไปได้ว่า ผู้ป่วยรายแรกอาจแพร่เชื้อให้กับผู้ป่วยรายที่สองผ่านการสัมผัส ซึ่งทำให้จำเป็นต้องระดมเจ้าหน้าที่ทั้งทางสำนักงานสาธารณสุขของเมืองซอลท์เลคซิตี, รัฐยูทาห์ และเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลกลาง ลงพื้นที่ไปสอบสวนโรคขนานใหญ่ โดยหวังว่าอาจจะได้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่า

ผู้ป่วยรายที่สองได้รับเชื้อมาโดยวิธีใด

จนถึงขณะนี้ทางซีดีซียังไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยรายใหม่นี้ได้รับเชื้อจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยรายแรก หรือยุงในบริเวณดังกล่าวกัดผู้ป่วยรายแรกแล้วแพร่ระบาดต่อ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการตรวจพบยุงลายชนิดที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสซิกาในพื้นที่ของรัฐยูทาห์แต่อย่างใด นอกจากนั้นก็ไม่พบว่าผู้ป่วยรายที่สองมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาอื่นๆ แต่อย่างใดอีกด้วย

ในขณะที่จากผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา มีการตรวจพบเชื้อไวรัสซิกา หรืออย่างน้อยบางส่วนของเชื้อในสารคัดหลั่งของผู้ป่วย อาทิ เลือด, อสุจิ, น้ำลาย, น้ำนมของมารดา, ของเหลวจากลูกตา และปัสสาวะ เช่นกัน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กินกันไม่ลง! ส่องภาพ ‘นิดา’ กับคุณแม่คนสวย ผู้เป็นที่มาของชื่อใหม่ ‘แตงโม ภัทรธิดา’
บทความถัดไปปศุสัตว์พร้อมให้สตง.สอบความโปร่งใสจัดซื้อไมโครชิปติดกระบือ5แสนตัว