เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่วัดท่าข้าม แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ มีการบันทึกเทปรายการ ‘ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว’ ตอน ‘เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำ แม่โพสพ เทวีข้าวของชาวนา’ ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกร ‘มติชนทีวี’
นายสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์เครือมติชน กล่าวว่า วัดท่าข้ามตั้งอยู่บริเวณริมคลองสนามชัย บนเส้นทางคมนาประวัติศาสตร์ ใกล้ฝั่งทะเลสมัยทวารวดี ราว พ.ศ.1000 ชื่อวัดท่าข้าม บ่งบอกว่าเป็นท่าที่คนใช้ไปมาหาสู่กัน ในศาลาการเปรียญมีภาพจิตรกรรมรูปการทำนา, ชาดก และการปลงศพที่เสียชีวิตจากสาเหตุต่างๆ สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 พื้นที่แถบนี้เดิมชาวบ้านมีอาชีพทำนา และทำสวน ริมคลองเป็นสวน พอพ้นเขตสวนเป็นทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา ที่ผ่านมา ตนไม่เคยพบภาพจิตรกรรมที่เขียนเรื่องการ ‘ทำนา’ โดยเฉพาะ จะมีก็เพียงใช้เป็นฉากประกอบภาพหลักเท่านั้น จิตรกรรมที่วัดแห่งนี้จึงสำคัญมาก ทางวัดควรดูแลให้ดีด้วยตนเองไว้ก่อน กรมศิลปากรควรเข้ามาผดุงความแข็งแรงไว้ก่อน ไม่ใช่เพียงขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
“ผมเคยมาที่วัดท่าข้ามตั้งแต่ราว 30 ปีก่อน ตอนทำหนังสือเรื่อง บางขุนเทียน ส่วนหนึ่งของแผ่นดินไทยและกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ น.ท.สุขุม บุนปาน บิดาคุณฐากูร บุนปาน จึงได้ตระเวนย่านบางขุนเทียนทั้งหมดไปจนถึงสมุทรสาคร เข้ามาตั้งแต่ยังไม่มีถนน จึงรู้ว่านี่คือเรื่องใหญ่ ข้อสำคัญคือจิตรกรรมการทำนา สะท้อนวัฒนธรรมข้าวซึ่งเกี่ยวข้องกับแม่โพสพ แม้คนไทยรู้จัก แต่ไม่ค่อยรู้ว่ามาจากไหน จึงนึกถึงกลอนของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ขึ้นต้นว่า เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน ข้าวนี้น่ะมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน เบื้องหลังสิทุกข์ทนและขมขื่นจนเขียวคาว”นายสุจิตต์ กล่าว
นายสุจิตต์ กล่าว ว่า ช่วงนี้คือฤดูทำนา ข้าวกำลังเติบโต แต่ยังไม่เต็มที่ อีกสองเดือนออกรวง สำหรับคำว่า แม่โพสพ เป็นคำบาลี สันสกฤค ไม่ใช่ชื่อในภาษาชาวบ้าน ถือเป็นเทวีข้าว เป็นผู้ยิ่งใหญ่ เพราะคำว่า แม่ ยื่งใหญ่มากสำหรับสังคมอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“บ้านเราทำนาเดือน 6 ทางจันทรคติ ถ้านับแบบสุริยคติตรงกับช่วงกลางเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมหรือหลังสงกรานต์ เราทำนาดำกับนาหว่าน นาดำต้องนำไปเพาะก่อน ส่วนนาหว่านใช้สำหรับที่นาน้ำท่วมอย่างอยุธยา แต่ได้ผลน้อยกว่านาดำซึ่งต้องผ่านการประคบประหงม ในอดีต แรงงานสำคัญมาก ถ้ามีลูกน้อย ทำนาไม่ไหว ต้องมีหลายๆคน เป็นเหตุให้เพลงพื้นบ้านมีเนื้อหาสองแง่สองง่าม แต่คนร้องไม่ใช่ใครก็ได้อย่างที่มักบอกกันว่า เพลงพื้นบ้านใช้ร้องระหว่างทำนา คือ ทำไปร้องไป ซึ่งไม่ใช่อย่างนั้น คนรัองเป็นคนพิเศษ ไม่ใช่ทุกคนจะแต่งกลอนและร้องได้” นายสุจิตต์กล่าว
นายสุจิตต์ กล่าวว่า ในข้าว ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ขวัญ การเอาเคียวเกี่ยวเท่ากับฆ่า ‘แม่ข้าว’ เมื่อแม่ข้าวตาย แต่ขวัญยังอยู่ และจะย้ายไปอยู่กับข้าวต้นอื่นไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายจะมีข้าวที่รอดจากเคียว เรียกว่า ‘ข้าวตก’ ขวัญจะไปอยู่กับข้าวต้นนั้น ชาวนาจะไปรวบรวมข้าวตกแล้วเก็บมัดเป็นฟ่อน นำไปไว้ที่ลานนวดข้าว เชิญแม่ขวัญข้าวไปไว้ในยุ้ง จากนั้นมีการเผาข้าวและเสี่ยงทาย พิธีนี้ต่อมากลายเป็นพระราชพิธีซึ่งปรากฏในโคลงทวาทศมาส
นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สมัยตนเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดราชโอรส เคยเดินทางมาที่วัดท่าข้าม ในยุคนั้นมี 2 วิธีหลัก คือ 1. ลงเรือมาตามคลองด่าน คลองสนามชัย ซึ่งสองข้างเต็มไปด้วยฝูงลิงอยู่อาศัยตามต้นไม้สองฝั่ง ร้องกันระงม น่ารักมาก ตอนนั้นน้ำท่ายังใสสะอาดอุดมสมบูรณ์ ตนยังเคยช้อนกุ้งได้มากมาย
2. นั่งรถไฟลงสถานีรางโพธิ์ แล้วเดินเท้าตัดทุ่ง ไกลมาก ครั้งล่าสุด ตนมาที่วัดท่าข้ามเมื่อเกือบ 10 ปีมาแล้ว ได้มาดูจิตรกรรมบนแผ่นไม้ในศาลาการเปรียญ ส่วนตัวมองว่าควรบูรณะปฏิสังขรณ์ให้ดี เพราะมีความสำคัญมาก กรมศิลปากรควรร่วมมือกับเอกชนที่พร้อมจะช่วยเหลือเพื่ออนุรักษ์งานศิลปกรรมที่มีคุณค่าเช่นนี้สืบไป
ทั้งนี้ สามารถรับชมรายการตอนดังกล่าวผ่านทางเพจมติชนออนไลน์ , ข่าวสด, ศิลปวัฒนธรรม และยูทูปมติชนทีวี ในวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคมนี้ เวลา 20.00 น.






