ขอขึ้นต้นด้วยการขอบคุณ คุณ “วารี วิไล” ที่แนะนำให้รู้จักเพลงนี้เมื่อร่วม 30 ปีที่แล้ว
John Barleycorn Must Die บรรพบุรุษ (ชนิดแกะมาทุกตัวโน้ต) ของเพลง “จิตร ภูมิศักดิ์”
เหมือนกับที่ Master of War ของ Bob Dylan เป็นที่มาของเพลง “คนกับควาย”
เพลงนี้ดัดแปลงมาจากบทกวีโบราณ
ว่ากันว่าอาจจะย้อนกลับไปถึงคริสตศตวรรษที่ 14 โน่นเลย
เริ่มจากช่วงปี 1900-1910 ที่ Cecil Sharp นักประวัติศาสตร์พื้นเมืองชาวอังกฤษ ดำเนินการเก็บรวบรวมบทกวีและเพลงโบราณจำนวนนับพัน
จากในอังกฤษและภาคตะวันตกของสหรัฐ
John Barleycorn ก็อยู่ในจำนวนนี้ด้วย
มีข้อพิสูจน์ถึงความแพร่หลายของบทกวีชิ้นนี้
เมื่อเพลงโบราณเพลงเดียว มีถึง 100-140 เวอร์ชั่น
และกระจายมากจากหลายพื้นที่ ทั้ง Oxfordshire, Sussex, Hampshire, Surrey และ Sommerset
และยังแพร่หลายอยู่ในภาคตะวันตกของสหรัฐด้วย
Barleycorn นั้นหมายถึงเมล็ดข้าวบาร์เลย์
John Barleycorn ในเพลงคือสุรา
เนื้อหาหลักของเพลงสะท้อนให้เห็นความสำคัญของข้าวบาร์เลย์ ทั้งการบริโภค ไปจนกระทั่งถึงการหมักบ่มสุรา ทั้งเบียร์และวิสกี้
ในเพลงที่ John Barleycorn ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม กระทำย่ำยี กระทั่งถูกฆาตกรรม
คือภาพแทนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการบ่มกลั่น
แล้วยังแฝงการเสียดสีเอาไว้ด้วย
ถ้าระดับเบาะๆ ก็จากเนื้อท่อนก่อนสุดท้ายที่ขัดกับแนวทาง “ละ ลด เลิกสุรา” มาตลอดเพลง ที่ว่า
Well there’s beer all in the barrel
And brandy in the glass,
But little old sir John with his nut-brown bowl
Proved the strongest man at last
John Barleycorn, throw him up, throw him up!
แต่ถ้าจะเอาแสบกว่านั้นก็คือการตีความของ กวีด้วยกันแต่โบราณ
ว่าเพลงนี้แสดงถึงความหน้าไหว้หลังหลอกของบรรดาท่าผู้วิรัติสุรายาสูบทั้งหลาย ที่มักจะอ้างพระเจ้ามาบังหน้าไม่ว่าจะทำอะไร แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้
ไม่ว่าเพาะปลูก เก็บเกี่ยว (ในเพลงมาปรับเป็นล่าสัตว์กับทำงานฝีมือ) หากปราศจาก little barleycorn
ตามเนื้อท่อนสุดท้าย
Now the huntsman, he can’t hunt the fox
Nor loudly blow his horn
And the tinker he can’t mend his pots
Without John Barleycorn,

วง Traffic ที่อัดแผ่นเพลงนี้เกิดจากการรวมตัวของยอดนักดนตรี 4 คน ประกอบด้วย
Steve Windwood นักร้อง/นักแต่งเพลง/เชี่ยวชาญสารพัดดนตรี/คีย์บอร์ด (ตอนหลังต้องเป็นมือกีตาร์ด้วย)
Jim Capaldi ผู้แต่งเนื้อเพลง/มือกลอง
Chris Wood เครื่องเป่า
David Mason มือกีตาร์
ตั้งวงเมื่อเดือนเมษายน 1967
พอถึงปลายปี 1968 ก็ยุบวง เพราะ Mason แยกตัวจากวง (เป็นหนที่สอง)
Windwood ไปรวมตัวกับ Eric Clapton, Ginger Baker (มือกลอง) และ Ric Grech มือเบส (ที่เล่นได้สารพัดเครื่องดนตรีอีกเหมือนกัน) ตั้ววง Blind Faith
วงมีงานออกทัวร์แทบตลอดปี 1969 แต่แทบไม่มีเพลงของตัวเอง ต้องไปหยิบยืมเพลงจาก Cream (วงเก่าของ Clapton) และ Traffic (วงเก่าของ Windwood) มาแสดง
ซึ่งผู้ชมผู้ฟังพอใจ
แต่นักดนตรีไม่ชอบ
ประกอบกับ Clapton เริ่มต้นจะติดเฮโรอีน และเริ่มปลีกวิเวกจากเพื่อนๆ
วงจึงยุบไปในปลายปีนั้นเอง
ต้นปี 1970 Windwood กลับเข้าห้องอัดเพื่อบันทึกเสียงในฐานะศิลปินเดี่ยว
และทำไปเรียบร้อยแล้ว 2 เพลง
ก็เกิดอารมณ์ถวิลหาเพื่อนเก่า จึงชวน Capaldi และ Wood กลับมารวมตัวตั้งวง Traffic อีกรอบ
(และเอาเพลงที่อัดเสียงเรียบร้อยแล้วมาเป็นเพลงของวงด้วย)
และทำอัลบั้มใหม่ในชื่อ John Barleycorn Must Die ตามชื่อเพลงเอกในแผ่นชุดนี้
ทั้งที่แนวเพลงซึ่งออกจะโบราณนั้น ขัดกับแนวดั้งเดิมของวงที่เน้น blues กับ jazz
แต่พวกเขาคิดและเลือกไม่ผิด
แผ่นติดอันดับ 11 ในฝั่งอังกฤษ แต่ขึ้นถึงอันดับ 5 บน US Billboard Chart เป็นอันดับสูงสุดที่พวกเขาเคยทำได้
และไม่กี่เดือนหลังจากวงจำหน่ายก็ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำ จากการที่ขายได้เกิน 1 ล้านแผ่น
Windwood มาบันทึกเสียงเพลงนี้ซ้ำในฐานศิลปินเดี่ยวเมื่อปี 2011
คราวนี้เล่นกีตาร์ตัวเดียว
ก็ยังไพเราะไปอีกแบบ
แต่ถ้าชอบเสียงแหบโหยของฟลุตด้วย
ก็ฟังต้นฉบับจาก Traffic แล้วกันครับ
แล้วจะรู้สึกได้ว่าดนตรีละเอียด “ของแท้” นั้นเป็นอย่างไร
และไหนๆ ก็ไหนๆ
เมื่อพาดพิงถึง Master of War แล้ว ก็ถือโอกาสแถมมาให้ด้วยเลยอีกเพลงหนึ่ง
ไม่ว่ากันนะ
ขาเพื่อชีวิตทั้งหลายคงชอบใจ
แต่ สสส. จะชอบหรือไม่หรือเปล่าไม่รู้
เวลาเขียนถึงเพลงอบายมุขแบบนี้
555
Master of War
John Barleycorn Must Die

