ทั่วหล้าร่มเย็น พระมารดาคุ้มครอง ความหลากหลายทางชีวภาพ

13.08.16 | 12:14 น.

ทุกแห่งหนในประเทศไทยที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไป นำมาซึ่งในความเปลี่ยนแปลงมากมาย ดีขึ้นทั้งคุณภาพชีวิตของราษฎร เพิ่มขึ้นกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติและพันธุ์พืช ขยายขึ้นกับจำนวนสัตว์ป่าหายาก

จึงเป็นที่มาของพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” ซึ่งคณะรัฐมนตรี น้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553

37

IMG_0314

502-PS-36-001-63  24ต.ค.36 บ้านโต๊ะโม๊ะฐาน (15)

Advertisement

11866296272402

“ข้าพเจ้ามีความภูมิใจในทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตว์ป่าของไทยมาก ข้าพเจ้าเห็นว่าเราควรใช้ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้อย่างระมัดระวัง และทะนุบำรุงให้คงอยู่ตลอดไป มิใช่ให้ประวัติศาสตร์จารึกได้ว่าทรัพยากรเหล่านี้ถูกทำลายหมดสิ้นไปในระยะเวลาอันสั้นแค่อายุของเรา ทรัพยากรธรรมชาตินับเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ และเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ สมควรที่เรา ทั้งหลายจะช่วยกันรักษาไว้ให้คงเป็นประโยชน์สืบไปชั่วลูกหลาน” พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2526 ณ โครงการพระราชดำริสวนป่าหาดทรายใหญ่

พระมารดาแห่งการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ น้ำ และป่า

นายฐิติพันธ์ จูจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ กรมป่าไม้ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2497 ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปทรงงานในเรื่องการดูแลความเป็นอยู่ราษฎร ความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนการพัฒนาที่เป็นการวางรากฐานด้านต่างๆ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่โดยเสด็จฯด้วย ได้ทรงเติมเต็มในสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานความช่วยเหลือไว้ เช่น ดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค ความเป็นอยู่ สร้างอาชีพ หลังจากนั้นพระองค์ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาการใช้ประโยชน์ดิน น้ำ และป่าไม้ ซึ่งหลายคนจึงเคยได้ยินพระราชดำรัสที่ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” (พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ บ้านถ้ำติ้ง อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2525)

“พระองค์ทรงห่วงแหล่งน้ำในทุกภาคส่วนของประเทศว่า น้ำที่เราจะได้ใช้จะมีปริมาณเพียงพอในการใช้อุปโภคบริโภค ใช้ทางการเกษตร และการพัฒนาด้านต่างๆ ตลอดทั้งปีหรือไม่ ที่สำคัญน้ำที่จะใช้จะมีความสะอาดและมีคุณภาพที่เพียงพอหรือไม่ จากนั้นทรงลงลึกและห่วงใยไปถึงพันธุ์พืชและสัตว์ที่นับวันยิ่งถูกคุกคาม จากการที่ประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์พื้นที่ป่ามากขึ้น ทำให้พื้นที่ป่าลดลง สัตว์บางชนิดที่เริ่มหายากขึ้น จึงพระราชทานแนวทางอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์”

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา2
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา1
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา

จากพระราชปณิธานอันแน่วแน่ เกิดเป็นโครงการในพระราชดำริน้อยใหญ่ อาทิ โครงการป่ารักน้ำ, บ้านเล็กในป่าใหญ่, สวนป่าสิริกิติ์ ซึ่งดำเนินภายใต้หลักคิดปลูกป่าในใจคนก่อน คือทำอย่างไรให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน มีน้ำ ให้การศึกษา ส่งเสริมงานศิลปาชีพ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อเขาอยู่ได้แล้วเขาจะได้ช่วยดูแลป่า

นายฐิติพันธ์กล่าวว่า ปัจจุบันหลายโครงการมีความก้าวหน้าและยืนได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการที่ราษฎรในพื้นที่โครงการมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จากการมีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง มีรายได้มั่นคงและต่อเนื่องตลอดทั้งปี และมีผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน อย่างที่ จ.น่าน มีเมล็ดกาแฟภูพยัคฆ์ น้ำหม่อน ซึ่งเป็นโปรเด็กซ์แชมเปี้ยนของโครงการพระราชดำริที่พระองค์พัฒนา ส่วนธรรมชาติ น้ำ และป่า ก็มีความสมบูรณ์ตามลำดับ อย่างโครงการอนุรักษ์ป่าสักนวมินทรราชินี จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นป่าสักขนาดใหญ่ของประเทศ ทุกวันนี้มีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และพันธุ์พืช ขณะเดียวกันยังพัฒนาไปสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อย่างยั่งยืน เช่น การล่องแก่ง ล่องแพ

“ที่เห็นจากการทำงานคือ พระองค์ทรงงานทุกวัน แทบไม่มีเวลาพัก การทรงงานแต่ละครั้งพระองค์ใช้เวลานานมาก ในการอยู่กับราษฎรสอบถามความเดือดร้อน แสดงถึงความมีวิริยะอดทนอย่างมาก ทรงมีพระเมตตา ไม่ย่อท้อ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ” นายฐิติพันธ์กล่าว และฝากทิ้งท้าย

“พระองค์ทรงห่วงเรื่องป่าต้นน้ำมาก ฉะนั้นก็อยากฝากให้ทุกคนมาร่วมห่วงแหนและดูแลป่าต้นน้ำ ดั่งเป็นสมบัติของชาติ สมบัติของทุกคน การมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ ชุมชนใกล้ป่าได้รับประโยชน์ ชุมชนในเมืองก็ได้รับประโยชน์ ที่จะไม่มีปัญหาอุทกภัย กระทั่งชายฝั่งทะเลก็ได้รับประโยชน์ หากมีป่าโกงกางที่สมบูรณ์จะช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากสึนามิได้ ทั้งหมดเริ่มง่ายๆ เพียงมีจิตสำนึกก่อน จากนั้นส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะคนในพื้นที่ให้รู้ว่าการกระทำอย่างนี้คือการทำลายป่านะ”

ป่าสักนวมินทรราชินี แม่ฮ่องสอน (2)
ป่าสักนวมินทรราชินี แม่ฮ่องสอน

พระมารดาแห่งการคุ้มครองทรัพยากรชายฝั่งทะเล

ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริให้กรมประมง ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำแก่ราษฎร โดยที่ผ่านมา

กรมได้สนองพระราชดำริด้วยการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้กลับมามีจำนวนมากขึ้น คัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภูมิประเทศ ตลอดจนส่งเสริมให้ราษฎรเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยงประจำบ้าน เพื่อสร้างแหล่งอาหารโปรตีนให้แก่ราษฎรไว้บริโภคได้อย่างพอเพียง และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแก่ราษฎร

“พระองค์ทรงห่วงใยถึงจำนวนทรัพยากรสัตว์น้ำ ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มที่ลดจำนวนลงเรื่อยๆ จึงมีพระราชดำริให้กรมประมงฟื้นฟูปลาไทยให้กลับมามีจำนวนมากขึ้น และอนุรักษ์ปลาหายากไว้ ซึ่งกรมได้ดำเนินการผลิตพันธุ์สัตว์น้ำจืดของไทยได้ทั้งสิ้น 56 ชนิด ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ปีละไม่ต่ำกว่า 47 ล้านตัว” ดร.อดิศรกล่าว และว่า

รวมถึง “โครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” จังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ที่กรมได้สร้างปะการังเทียมให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งวางไข่ และเลี้ยงสัตว์น้ำวัยอ่อน พร้อมการจัดอบรมให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ การสร้างปะการังเทียมแก่ชาวประมง ทำให้ผลผลิตทรัพยากรประมงชายฝั่งเพิ่มขึ้น สัตว์น้ำบางชนิดที่เคยหายไปจากท้องทะเลอ่าวไทย ได้แก่ ปลาจะละเม็ดเทา ซึ่งเป็นปลาทางเศรษฐกิจที่มีราคาแพงกลับมา

เช่นเดียวกับ “โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น ทำฟาร์มทะเลโดยทำปะการังเทียม (เชือก) แบบแขวน เพื่อสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยปลาผิวน้ำ นอกจากนี้ยังนำปลาทะเลเหล่านั้น มาเพาะเลี้ยงในฟาร์มทะเลฯ ก่อนปล่อยคืนทะเลเพื่อเพิ่มผลผลิต รวมถึงส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งแก่เกษตรกร ตลอดจนเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งและสัตว์น้ำจืด ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดอยู่ภายใต้หลักการ “Zero Waste” คือ การใช้ของเสียอีกระบบหนึ่ง มาใช้เป็นประโยชน์อีกระบบหนึ่ง เป็นระบบเกื้อกูลกัน ได้แก่ น้ำที่ได้จากบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล สามารถนำไปเลี้ยงไรทะเลได้ น้ำที่มีความเค็มสูงที่ใช้ในกระบวนการเก็บ และถนอมไรทะเล สามารถใช้เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงสาหรับพ่อแม่พันธุ์ปลา โดยเฉพาะปลาสวยงาม

“เหล่านี้เกิดเป็นผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากฟาร์มทะเลที่มีชื่อเสียง และสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นอย่างมากมาย” ดร.อดิศรกล่าว

pic ผู้บริหาร
ฐิติพันธ์ จูจันทร์-ดร.อดิศร พร้อมเทพ-วสันต์ กล่อมจินดา

พระมารดาแห่งการคุ้มครองสัตว์ป่า

ด้วยพระเมตตาอันล้นพ้นที่ไม่เพียงป่าและพันธุ์พืช จะฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับ กับพันธุ์สัตว์โดยเฉพาะสัตว์ประจำชาติอย่าง “ช้าง” ขยายพันธุ์อยู่คู่ป่าอย่างสมดุล ภายใต้ “โครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติ” โดยเฉพาะที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ซึ่งมีผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน

นายวสันต์ กล่อมจินดา หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ต.กุดตาเพชร อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี กล่าวว่า โครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติถูกตั้งเมื่อปี 2540 เพื่อสนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์ช้างไทย ภายใต้แนวคิด “ช้างเลี้ยงก็คือช้างป่า” โดยนำช้างเลี้ยงกลับไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูประชากรช้างป่า ในการป้องกันไม่ให้ช้างสูญพันธุ์ไปจากป่า

“ในอดีตป่าซับลังกาแม้จะประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แต่ก็ถูกประชาชนบุกรุกสร้างที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน การที่ประชาชนมาอยู่ในพื้นที่ป่ามากขึ้น สัตว์ป่าเริ่มเกิดการสูญพันธุ์หลายชนิด ตั้งแต่เก้ง กวาง กระทิง โดยเฉพาะช้างป่า ที่ชาวบ้านบอกว่าเห็นครั้งสุดท้ายในปี 2516 ต่อมาปี 2528 จังหวัดลพบุรีร่วมกับป่าไม้จังหวัด ได้อพยพราษฎรออกจากพื้นที่ ก่อนเริ่มฟื้นฟูป่าที่ถูกทำลายและพันธุ์สัตว์ป่าหากยากเป็นลำดับ และประกาศเป็นเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าซับลังกา ในปี 2529”

ด้วยความพร้อมทางกายภาพ พื้นที่ราบตรงกลาง 6-7 หมื่นไร่ ล้อมกรอบด้วยภูเขากั้นแบ่งจังหวัด ในปี 2547 จึงมีการขยายสาขาสำนักงานโครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติสู่ป่าซับลังกา และกำหนดให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้เป็นพื้นที่ปล่อยช้าง จากนั้นนำช้างที่ผ่านการคัดเลือกและผ่านการทดสอบความพร้อม ทยอยปล่อยเข้าป่าจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง 30 เชือก ขณะที่ปัจจุบันมีช้างจำนวน 43 เชือก แบ่งเป็นช้างปล่อย 30 เชือก ส่วนอีก 13 เชือกเป็นลูกช้างปล่อยที่เกิดใหม่

“ถือเป็น 12 ปีแห่งความสำเร็จในเรื่องนี้ของประเทศไทยก็ว่าได้ ที่ทำให้ช้างคืนสู่ธรรมชาติ สามารถดำรงชีวิตได้เอง เพิ่มจำนวนและคืนความสมดุลระหว่างสัตว์กับธรรมชาติ แต่ในอนาคตจะจำกัดการปล่อย หรืออาจไม่ปล่อยเลย เพราะช้างกับพื้นที่ค่อนข้างสมดุลกันแล้ว และสิ่งที่ต้องทำจากนี้คือการต้องเตรียมพื้นที่รองรับประชากรช้างเกิดใหม่ การจัดการประชากรช้าง รวมถึงการดูแลช้างป่าแท้ๆ”

“แต่ในภาพรวมประชากรช้างไทยยังไม่เพียงพอและน่าเป็นห่วง นอกจากแหล่งอยู่อาศัยที่จำกัด ช้างยังมีความขัดแย้งกับคน อีกทั้งถูกมองเป็นผู้ร้าย ที่ไปทำลายพืชผล ทำร้ายคน ก็อยากให้ทุกคนมาปรับความคิดว่าช้างเป็นเพื่อน โลกนี้สามารถอยู่ร่วมกันได้ เราต่างก็รักชีวิตเหมือนกัน เกิดอะไรแรงบ้างให้อภัยกัน อย่างราษฎรโดยรอบเขตซับลังกา 2-3 หมื่นคน ที่ถ้อยทีถ้อยอาศัย หรือหากจัดการไม่ได้ก็เรียกเจ้าหน้าที่มาจัดการ”

“พระองค์ทรงคิดอย่างจริงจังในการแก้ปัญหาช้างไทย เราซึ่งเป็นพสกนิกรในร่มบรมโพธิสมภารต้องช่วยกัน ส่วนตัวยังมองว่าที่สุดแล้วช้างอาจทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ มากกว่าในอดีตด้วยซ้ำ” นายวสันต์กล่าวทิ้งท้าย

นับเป็นพระราชกรณียกิจที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ช้างปล่อยคืนสู่ธรรมชาติป่าซับลังกา (6)
ช้างปล่อยคืนสู่ธรรมชาติป่าซับลังกา
ช้างปล่อยคืนสู่ธรรมชาติป่าซับลังกา (7)
ช้างปล่อยคืนสู่ธรรมชาติป่าซับลังกา

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ช้างปล่อยคืนสู่ธรรมชาติป่าซับลังกา (2)

ช้างปล่อยคืนสู่ธรรมชาติป่าซับลังกา (3)

ช้างปล่อยคืนสู่ธรรมชาติป่าซับลังกา (4)

 

 

ขอบคุณภาพจาก : สำนักโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สำนักราชเลขานุการ, กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จ.ลพบุรี