ส่องทรรศนะ 4 นางงาม มูฟออนฝ่ามรสุม #โควิด

ทรรศนะ 4 นางงาม ปี 2564

ส่องทรรศนะ 4 นางงาม มูฟออนฝ่ามรสุม #โควิด

นางงาม นับว่าเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่สำคัญของสังคมไทย ซึ่งในบริบทของนางงามยุคปัจจุบัน นอกจากจะมีความสวยเป็นที่ประจักษ์แล้ว ยังต้องตอบคำถามแสดงทรรศนะเกี่ยวกับปัญหาสังคมอยู่บ่อยครั้ง และในโอกาสส่งท้ายปีเก่า 2563 ต้อนรับปีใหม่ 2564

มติชน จึงจับเข่าคุยกับ 4 นางงาม 3 เวที ว่าพวกเธอมีความคิดเห็นอย่างไร เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2563 ที่คนไทยอยู่ร่วมกับโควิด-19 มากว่า 1 ปีแล้ว ทั้งยังมีทีท่าว่าจะต้องอยู่ร่วมกันต่อไปแบบมาราธอน แล้วพวกเธออยากเห็นประเทศไทยพัฒนาไปทิศทางใน ส่วนตัวตั้งเป้าปณิธานอะไรไว้

แค่คิดก็สนุกแล้ว ท่องความคิดฉบับนางงามกันได้เลย


เรื่องดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในวิกฤต

ประเดิมด้วยสาวงามจากเวทีที่มีประวัติความเป็นมายาวนานที่สุด อย่าง “นางสาวไทย” กับ ณัฐพัชร พงษ์ประพันธ์ หรือ เมย์ นางสาวไทยประจำปี 2020 ที่กล่าวว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดระลอกใหม่ (สัมภาษณ์เดือนธันวาคม 2563) ส่วนตัวอยากชวนให้มองในเชิงบวกว่า เรายังมีโอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤต อย่างแรกเลยคือทำให้ได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวมากขึ้น มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ดูแลตัวเองมากขึ้น และหันกลับมาใส่ใจคนรอบตัวมากยิ่งขึ้น

ส่วน “โควิด” น่ากลัวไหม ต้องยอมรับว่ามาตรการการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของประเทศไทยเรามีระบบการจัดการเป็นอย่างดี และคนไทยก็ใส่ใจในการปฏิบัติตามมาตรการเป็นอย่างดีเช่นกัน

เรียกว่า “ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนก” ทุกคนพร้อมที่จะรับมือและปรับตัวให้เข้ากับ “นิว นอร์มอล” ที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาเราต่างหันกลับไปสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไทยมากกว่าการเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทยให้ดีขึ้นด้วย ขณะเดียวกันขณะที่โควิดแพร่ระบาด หลายคนต้องทำงานอยู่บ้าน ใช้เวลาอยู่บ้านกันมากขึ้น ส่งผลให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตัวเอง ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะทำให้ระบบนิเวศได้ฟื้นคืนกลับมาหมุนเวียนได้มากขึ้น นับว่าเป็นเรื่องดีๆ ที่แทรกอยู่ในวิกฤต

ส่วนในปี 2564 เมื่อได้รับตำแหน่งนางสาวไทย เมย์ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของ “ทูตวัฒนธรรม” ให้ดีที่สุด เป็นกระบอกเสียงในเรื่องของการท่องเที่ยวในไทย ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่อยากให้ประเทศไทยหรือคนไทยให้ความสำคัญ ก็คือเรื่องของการท่องเที่ยวในเมืองรองซึ่งหลายจังหวัดมีเสน่ห์ เอกลักษณ์ วัฒนธรรมและเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย

เรียกว่าเป็นการส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในไทย ด้วยแม้ว่าในปี 2564 นี้ เราจะยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เชื่อว่าคนไทยมีประสิทธิภาพที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโควิดได้ คนไทยมีความรับผิดชอบค่อนข้างสูง ในขณะที่แต่ละจังหวัดก็ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด


Move forward เดินหน้าสู่ความสำเร็จ

ขณะที่สาวใต้ตาคม นางงามนักสู้ อย่าง ชาลิสา ออบดัม หรือ อะแมนด้า มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 เผยว่า สิ่งที่มองเห็นในปี 2563 คือ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน (Unity) ของคนไทย จะเห็นได้ชัดว่าทุกหน้ากากอนามัยที่ใส่คือสัญลักษณ์ของความสามัคคี ความร่วมใจของคนไทย เพราะการที่ไม่ว่าจะออกไปไหน ทุกคนก็ช่วยกันใส่แมสก์ จนจำนวนของผู้ติดเชื้อโควิดลดน้อยลง จนถึงตัวเลขหลักเดียว หรือบางวันไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นก็มี สะท้อนให้เห็นว่าหากเราคนไทยร่วมใจกันทำสิ่งใดแล้วก็จะช่วยให้ Move forward ได้ ทั้งยังมีระบบการสาธารณสุขของไทยเราดีมาก เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ

กับการระบาดระลอกใหม่ของโควิดที่อุบัติขึ้น จุดนี้ อะแมนด้าอยากจะบอกทุกคนว่า “ไม่เป็นไรค่ะ เราจะต้องผ่านตรงนี้ไปได้ด้วยกัน” อะแมนด้ากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังทั้งยังกล่าวอีกว่า ทุกคนไม่ได้ต้องทำอะไรใหม่ เพียงแค่ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างใส่ใจเหมือนที่เคยปฏิบัติกันมา ด้วยเห็นได้ชัดแล้วว่าการร่วมใจจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้จริง

ส่วนปี 2564 เธอมองทิศทางการพัฒนาประเทศว่าอยากจะให้ทุกๆ อย่างเดินหน้าไปได้ด้วยดี Move forward โดยทุกคนหันมาพูดคุยและรับฟังกัน สอดคล้องกับโครงการของเธอที่ทำอยู่ คือ “Have you listen” เพราะเธอมองว่าไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน หากมีการรับฟังกันและกัน การแก้ปัญหาก็จะสามารถดำเนินไปด้วยดี จุดนี้คือสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเป้าหมายคือการทำหน้าที่ตัวแทนคนไทยในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2020 ให้ดีที่สุด เพื่อทำเป้าหมายของปีหน้า คือ “คว้ามงสาม” ให้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม อะแมนด้ากล่าวเสริมว่า จริงๆ มนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองได้ทุกๆ วันอยู่แล้วโดยไม่ต้องรอถึงปีหน้า เป้าหมายของเธอจึงเป็นการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง และหมั่นเพิ่มความรู้ให้กับตัวเองทุกวัน

 

 


ผ่านมรสุม ก็จะพบกับฟ้าหลังฝน

ได้โอกาสคุยกับอีกหนึ่งขวัญใจแฟนนางงาม ปวีนา ซิงห์ หรือวีนา รองอันดับ 2 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 ซึ่งกล่าวได้อย่างน่าสนใจโดยเธอยกให้ ปี 2563 กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เปรียบได้กับ “มรสุม” เพราะไม่ได้มาแล้วหายไปเลย แต่มาแล้วก็กลับมาอีก ซึ่งแน่นอนว่าตอนที่มรสุมมาเลวร้ายจริงๆ แต่หลังจากนั้นทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น

วีนาจึงอยากให้กำลังใจคนไทยทุกคนว่า “ถึงแม้จะมีมรสุมเข้ามา แต่ต่อไปจะเป็นฟ้าหลังฝนที่ทำให้ทุกคนทำมาค้าขายขึ้นแน่นอน” โดยเธอเสริมว่า อาจจะมีธุรกิจ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่มีไอเดียความคิดสร้างสรรค์เตรียมไว้ได้เลยฟ้าหลังฝนที่สดใสมากๆ กำลังมาหาแล้ว

ดังที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าความจริงแล้วการขายอาหารออนไลน์นับว่าเป็นธุรกิจที่ยากเพราะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้แอพพลิเคชั่น การสั่งออนไลน์ต่างๆ แต่คนไทยซึ่งเป็นผู้ใช้งานก็มีการปรับตัวและเรียนรู้ จนกลายมาเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตในยุควิกฤต หลายคนยังหันกลับมาทำกับข้าวเอง เป็นการส่งเสริมเกษตรกรในทางอ้อม เพราะฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่ามรสุมโควิดที่พัดมามีทั้งเรื่องดีและเรื่องเสีย

ส่วนการระบาดใหม่ของโควิด วีนาคิดว่า “การ์ดอย่าตก” ทุกคนควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด ทั้งสวมแมสก์ล้างมือเว้นระยะห่างต่างๆ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ


สำหรับปี 2564 นี้ วีนาเผยว่า จาก 1 ปีที่อยู่ร่วมกันโควิดมาทำให้รู้ว่าจริงๆ ตัวเองเป็นคนชอบท่องเที่ยวชอบออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ยิ่งในช่วงล็อกดาวน์ที่ต้องอยู่กับบ้านรู้สึกว่าไม่ได้เจอใครใหม่ๆ เลย

ดังนั้นในปี 2564 จึงตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็น วีนาคนที่ออกไปท่องโลกมากขึ้น เป็นสาวสังคม เพราะโหยหาสังคมมาก รวมไปถึงเป็น “วีนาคนขยัน” มากขึ้น เพราะจากช่วงโควิดทำให้รู้ว่าทุกอย่างที่เก็บและหามาไม่ได้แปลว่าจะอยู่กับเราตลอดไป เราจะต้องมีความพร้อมมากกว่านี้เพื่อที่ว่าเราจะสามารถรับมือได้ดีกว่านี้


คิดเชิงบวก รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

ปิดท้ายด้วยนางงามฝีปากกล้า พัชรพร จันทรประดิษฐ์ หรือน้ำ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2020 ที่เผยว่า ปี 2563 นับว่าเป็นปีที่ “คนไทยแข็งแรงมาก” เพราะผ่านอุปสรรคมากเยอะมาก ทั้งอุทกภัย ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงโควิดที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ ทั้งยังเป็นปีที่ฝึกความอดทนของคนไทย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าต่อให้ปัญหาอยู่ในที่มืดยังไง ต่อให้ไม่มีหนทาง ก็ยังเห็นภาพของคนไทยที่รัก สามัคคี และคอยช่วยเหลือกันอยู่เสมอ

กระนั้นแม้ว่าทุกคนจะทำตามกฏ ใส่แมสก์ พกเจลแอลกอฮอล์ ก็ยังคงไม่เพียงพอ เพราะด้วยปัญหาเศรษฐกิจยังทำให้หลายๆ คนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ จึงอยากจะเป็นกำลังใจให้ทุกคน ว่า ขอให้ทุกคน “รอด” จากโรคโควิด-19 ตรงนี้สำคัญเพราะเราไม่สามารถทำงานได้ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรง เธอยังอยากให้ทุกคนยกเรื่อง “การดูแลสุขภาพ” เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกทั้งของตัวเอง ครอบครัว รวมไปถึงการรับผิดชอบทางสังคม แล้วจะผ่านเรื่องนี้ได้ด้วยกันได้อย่างแน่นอน

ดังนั้นต้องคิดบวก เพราะหากอยู่ในสถานการณ์นี้แล้วไม่คิดบวก แน่นอนว่าก็จะไม่มีกำลังใจไปทำอะไร ไม่สามารถไปทำงาน ไปใช้ชีวิตข้างนอกได้

“ในปีหน้า 2564 ไม่อยากให้กำลังใจด้วยการบอกทุกคนว่า ‘ขอให้ชีวิตปังๆ’ เพราะคุณภาพชีวิตของคนไทยตอนนี้เริ่มที่จะไม่ได้ดีมาก เพราะฉะนั้นต้องรักษาตัวเองก่อน เหมือนที่พูดตลอดว่าเราไม่สามารถบอกว่าเศรษฐกิจดีได้ ถ้าเกิดว่าชีวิตของคนไทยยังไม่แน่นอน และก็เชื่อว่าทุกคนมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและเป็นนักสู้กันอยู่แล้ว” น้ำย้ำด้วยน้ำเสียงมั่นใจและว่า

ถ้าสมมุติว่าเราผ่านโควิดไปได้ ยังไงเศรษฐกิจก็ดี เพราะปัญหาเกิดจากโควิด ฉะนั้นหากแก้ปัญหาโควิดได้ เศรษฐกิจก็กลับมาได้เช่นกัน อย่างแรกเลยคือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่จะฟื้นขึ้นมาใหม่


พัชรพร ทิ้งท้ายว่า ในวันนี้ไม่อยากให้ทุกคนหมดกำลังใจ อยากให้มองว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะดีกว่าเดิม เพราะโควิดก็ไม่ได้กินเฉพาะคนบางกลุ่ม แต่โควิดกินปอดทุกคน จึงอยู่ตรงที่ว่าคุณจะป้องกันได้มากแค่นี้ สิ่งสำคัญมากกว่าเงินทองตอนนี้ก็คือ “สุขภาพ” ส่วนเป้าหมายของเธอในปี 2564 แน่นอนว่าคือการคว้ามงกุฎ “มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2020” มาฝากคนไทยให้สำเร็จ

 

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ศบค.เผยป่วยโควิดใหม่ 305 ราย ติดเชื้อในประเทศ 193 ราย
บทความถัดไป13 แกนนำม็อบยื่นตร.ขยายเวลาสอบปากคำคดีชุมนุมสถานทูตเยอรมัน