4 สัญญาณอันตราย “ศัลยกรรมจมูก” ต้องรู้ก่อนเบี้ยว-ทะลุ-ติดเชื้อ-ไหล

ยุคนี้ สวยด้วยมือแพทย์ กลายเป็นตัวช่วยของเหล่าสาวๆ และหนุ่มๆ ที่ต้องการความเป๊ะปัง ยิ่งกับการศัลยกรรมจมูกด้วยแล้ว กลายเป็นอันดับ 1 ที่สาวๆเลือกจะเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง แต่หากเลือกแพทย์และคลีนิกที่ไม่ดีแล้ว จากจะสวยปัง ก็อาจกลายเป็นพัง ได้ง่ายๆ เข้าตำรา “เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย” เจ็บตัวซ้ำสอง แถมยังต้องเสียทรัพย์สูงกว่าทำจมูกครั้งแรกอีกด้วย

ดร.ปาร์ค วอนจิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วอนจิน บิวตี้ เมดิคอล กรุ๊ป และผู้อำนวยการโรงพยาบาลวอนจิน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการทำศัลยกรรมแก้จมูก ได้ให้ข้อมูลของจมูกที่ส่อสัญญาณที่ต้องแก้ไขก่อนพังไว้ 4 ประการได้แก่

1. จมูกเบี้ยว มีหลายรูปแบบ ได้แก่ โคนเอียง ปลายเอียง และแท่งจมูกเอียงทั้งหมด โดยจมูกเบี้ยวมีหลายสาเหตุ อาทิ ฐานจมูกเดิมคดเอียงอยู่แล้ว เมื่อเสริมซิลิโคนจึงเอียงตามกัน กระดูกบริเวณส่วนกลางโหนกนูนขึ้นมา เมื่อวางแท่งซิลิโคนทำให้ซิลิโคนเลื่อนไปด้านหลังและเอียง เช่นเดียวกับผู้ที่มีโพรงจมูกไม่เท่ากัน ก็จะทำให้เกิดความชันของจมูกที่ไม่เท่ากัน และนำไปสู่จมูกเบี้ยวในที่สุด ส่วนจมูกที่มีลักษณะตรง สังเกตได้จากจุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว หัวตา และจุดกึ่งกลางของปลายจมูก จะอยู่กึ่งกลางของริมฝีปากบนพอดี

2.จมูกทะลุ สาเหตุมาจากแท่งซิลิโคนยาวเกินพอดี ทำให้ส่วนปลายจมูกแหลมเกินไปหรือมีลักษณะใสจนเกือบเห็นเนื้อซิลิโคน ซึ่งอาจเกิดจากความไม่ชำนาญและขาดประสบการณ์ของแพทย์ที่เลือกแท่งซิลิโคนที่โด่งเกินไปไม่เหมาะสมกับลักษณะจมูกของคนไข้ หรือเลือกใช้วัสดุด้อยคุณภาพ แข็งเกินไป เพื่อประหยัดงบ ขณะเดียวกัน หากคนไข้ไม่ดูแลตนเอง เช่น พักผ่อนน้อย สัมผัสแผลบ่อย ไม่ดูแลทำความสะอาด ก็ทำให้จมูกทะลุได้เช่นกัน

02.

3.จมูกติดเชื้อ หลังจากการเสริมจมูกจะมีอาการบวม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา โดยจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน กว่าจะกลับมาเป็นปกติ ต่างจากจมูกติดเชื้อที่จะมีน้ำขุ่นๆ หรือหนองไหลออกจากแผล สาเหตุอาจจะมาจากการรับประทานอาหารแสลง เช่น ของหมักดอง การสัมผัสบ่อย จับแผล เกา ลูบบริเวณแผลบ่อย จนทำให้เกิดอาการอักเสบ รวมถึงการกระทบกระเทือนจากการจาม ไออย่างรุนแรง จนทำให้เกิดการกระแทกจนอักเสบได้

4. จมูกไหล เกิดจากการที่แท่งซิลิโคนไม่แน่นพอ สามารถโยกขึ้นลงหรือเลื่อนไปซ้ายขวา เคลื่อนย้ายไปจากตำแหน่งเดิม หากปล่อยไว้นานอาจจะทำให้เกิดซิลิโคนทะลุ ควรรีบปรึกษาแพทย์

05.

พร้อมกันนี้ ดร.ปาร์คยังให้ข้อมูลอีกว่า การแก้ไขจมูกนั้น ส่วนใหญ่ศัลยแพทย์จะแก้ไขโดยวิธีการผ่าตัดแบบเปิด (Open Rhinoplasty) โดยนำซิลิโคนเก่าและพังผืดออก ก่อนปรับโครงสร้างจมูกใหม่ ในกรณีที่ไม่มีอาการติดเชื้อ จะสามารถใส่ซิลิโคนใหม่เข้าไปเลย ทว่าหากมีอาการติดเชื้อร่วมด้วย แพทย์จะต้องรักษาอาการติดเชื้อให้เสร็จก่อน ซึ่งข้อดี

การแก้จมูกในลักษณะนี้ คือ ช่วยในการปรับทรงจมูกที่ใหญ่ให้เล็กลง จมูกสั้นให้ยาวขึ้น แก้ไขจมูกที่โก่งให้เรียบขึ้น และแก้ไขทรงจมูกที่คดให้ตรงได้อีกด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ผู้เข้ารับบริการควรใส่ใจก่อนการทำจมูก ไม่ควรเข้าตำรา เสียน้อย เสียยาก เสียมากเสียง่าย

ดร.ปาร์ค ย้ำว่า ผู้เข้ารับบริการก็ต้องยอมรับข้อจำกัดของใบหน้าตนเอง เพื่อเลือกรูปทรงจมูกและขนาดของแท่งซิลิโคนให้เหมาะสม เช่น ผู้ที่มีเนื้อจมูกน้อย การเสริมแท่งซิลิโคนโด่งเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาจมูกทะลุได้ในอนาคต

นอกจากนี้ ควรรับฟังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพราะสามารถให้คำแนะนำที่ดีที่สุด ที่สำคัญควรเลือกศัลยกรรมกับโรงพยาบาลที่มีทีมแพทย์จำนวนมาก รวมถึงมีแพทย์ผู้ถนัดงานแก้ เพื่อลดโอกาสการเกิดพังผืดให้ได้มากที่สุด

เพราะงานแก้กับงานทำใหม่นั้นต่างกัน ตรงที่งานแก้ต้องจัดระเบียบของเก่าและปรับแก้ให้ตรงจุด เพื่อป้องกันการแก้ซ้ำแก้ซ้อน ให้แก้สวยจบในครั้งเดียว

04.

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้นักชิมยกนิ้วชม! ทุเรียนปัตตานีพันธุ์ดีติด 1 ใน 5 ของประเทศ เตรียมดันสู่แบรนด์ตลาดโลก (คลิป)
บทความถัดไปอนุสรณ์ ชี้ อาการไพบูลย์เหมือนสามล้อถูกหวยประชามติ เร็วเกินไปจะพูดเรื่องเลือกตั้ง