อำนาจ ความรัก ความงาม บทบาท ‘หญิงชาย’ ในซีรีส์เกาหลี

อำนาจ ความรัก ความงาม บทบาท ‘หญิงชาย’ ในซีรีส์เกาหลี

“เสน่ห์ของซีรีส์เกาหลี คือการพยากรณ์ไม่ได้ว่าซีนต่อไปจะเป็นไปในทิศทางไหน มีกลิ่นอายเรื่องความรัก ซึ่งตอบสนองความหิวโหยของวัยหนุ่มสาว หลังเสร็จสิ้นจากการทำงานตลอดทั้งวัน เติมเต็มชีวิตที่ทุ่มเทไปกับการทำงาน จนซีนโรแมนติกหล่นหายไป”

“สื่อรักในสายฝน (Something in the Rain) เป็นหนึ่งในซีรีส์ปลอบใจสาววัย 30+ โดยหกตอนแรกดูแล้วรู้สึกหัวใจพองโต ไม่ได้หมายความว่า เราหวังจะมีความรักแบบนี้ แต่ดูแล้วมันชุ่มชื่นหัวใจ เหมือนได้เจอแหล่งโอเอซิส”

ความตอนหนึ่งจากบทสนทนาระหว่าง เรืองรวี พิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา (GDRI) กับ บัญชร วรเศรษฐ์อารี หรือ เปปซี่ Unit director และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยกรุงเทพ 2 คอซีรีส์เกาหลีที่มีประสบการณ์ดูมาแล้วมากกว่า 20-30 เรื่อง จับเข่าคุยในรายการ GENDER Talk Podcast หัวข้อ “ส่องบทบาทหญิงชายในซีรีส์เกาหลี” ได้อย่างน่าสนใจ (ชมคลิป)

เรียกว่า ไม่เพียงแค่รับชมเพื่อความบันเทิงแต่ยังชวน “ฉุกคิด” ถึงบทบาทความเป็นหญิง-ชาย ความเสมอภาคทางเพศ ที่สะท้อนผ่านวัฒนธรรม และค่านิยม ซึ่งนำเสนอในซีรีส์เกาหลีด้วย

สื่อในสายฝน (Something in the Rain)

เรืองรวี กล่าวว่า “เกาหลีใต้” เป็นหนึ่งในประเทศที่มีเรื่องของความรุนแรงในครอบครัวสูง และมีกฎหมายเกี่ยวกับการยุติความรุนแรงในครอบครัวก่อนประเทศไทย มีสถิติของผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงไม่น้อย แต่เมื่อดูซีรีส์แทบจะไม่เห็นภาพความรุนแรงแบบนั้น กล่าวได้ว่าพยายามพลิกสิ่งที่ไม่มีให้มี ส่วนสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ไม่มี ด้วยการเติมเต็มเรื่องราวแบบแฟนตาซี

บางเรื่องก็มีการส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงอย่างชัดเจน อย่างในเรื่อง “เสกฉันให้เป็นเธอ” (Secret Garden) ที่ให้นางเอกประกอบอาชีพสตันต์หญิง ซึ่งเป็นอาชีพที่เดิมถูกมองว่าเป็นตำแหน่งงานสำหรับผู้ชาย แต่เธอก็ยังต้องต่อสู้กับ “แม่สามี” ซึ่งเป็นตัวละครที่ไปโผล่ในแทบทุกเรื่องที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับครอบครัว โดยจะมีคาแร็กเตอร์ชอบครอบงำ เอาแต่ใจ และจะต้องจับคลุมถุงชน จะเแต่งงาน หรือคบใคร พ่อแม่เกาหลีจะมีส่วนร่วมตลอด

เรื่องนี้ บัญชร อธิบายเพิ่มเติมว่า หากอิงตามไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้แล้ว พัฒนาการด้านการส่งเสริมบทบาท และสถานภาพสตรีในประเทศเพิ่งจะมีกฎหมายรองรับ เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ยังไม่ได้เบ่งบานในทีเดียว และหากศึกษาลึกลงไปในสังคมวัฒนธรรมของเกาหลีที่มีความเชื่อในศาสนาขงจื้อ ให้ความสำคัญกับพ่อและลูกชาย ผู้เป็นแม่และลูกสาวยังถูกกดทับด้วยเหตุแห่งเพศ เมื่อเปลี่ยนผ่านจากแม่ หรือลูกสาวมาเป็น “แม่สามี” จึงมักจะใช้อำนาจที่มีกับลูกสะใภ้

นางเอกประกอบอาชีพสตันต์หญิง
เสกฉันให้เป็นเธอ (Secret Garden)

ส่วนในด้าน “สิทธิสตรี หรือความเสมอภาคระหว่างเพศ” เรืองรวี ยกเรื่อง “ปักหมุดรักฉุกเฉิน” (Crash Landing on You) มาอธิบายถึงความแตกต่างของสิทธิสตรีในระบบสังคมนิยม (เกาหลีเหนือ) และระบบทุนนิยม (เกาหลีใต้) จากวัฒนธรรมการรวมกลุ่มแม่บ้านนายทหารเกาหลีเหนือ ที่พวกเธอมีจุดรวมตัวคือ บ่อกิมจิ และที่แห่งนี้เองกลายเป็นเสมือน Social Protection ที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่กันและกัน ซึ่งค่านิยมแบบนี้จะไม่ปรากฏในประเทศเกาหลีใต้ที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดเสรีนิยมที่ “ไม่รู้จัก” แม้แต่คนบ้านใกล้เรือนเคียง หรือคนห้องติดกัน

ปักหมุดรักฉุกเฉิน (Crash Landing on You)

อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่ภาพฉายในซีรีส์ แต่ในเรื่องของมิติสังคมเรื่องเพศในเกาหลี ก็ยังมีปรากฏการณ์เรื่อง “หลักสูตรเพศศึกษาของประเทศเกาหลีปี 2019” ที่เป็นอีกภาพสะท้อนตอกย้ำว่าประเทศนี้มีแนวคิดว่าด้วยลักษณะอันพึงประสงค์ของแต่ละเพศที่น่าตั้งคำถาม เช่น การสอนว่าเพศหญิงควรปรุงแต่งตนเองให้สวยงาม เพื่อให้ผู้ชายพึงพอใจ และผู้ชายควรทำงานให้หนัก เพื่อให้มีสถานะทางสังคม และเศรษฐกิจที่ดี หรือการอธิบายว่า การหลอกนัดข่มขืนเกิดขึ้น เพราะผู้ชายต้องการสิ่งตอบแทนจากการลงแรง และลงเงิน เพื่อจีบผู้หญิงสักคนหนึ่ง

บัญชร วรเศรษฐ์อารี หรือ เปปซี่ Unit director และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ทัศนคติแบบนี้สะท้อนให้เห็นในเรื่อง “ไม่อ้วนเอาเท่าไร” (Oh My Venus) ซึ่งชัดเจนว่า ความปรารถนาของนางเอกคือ ต้องสวย เพื่อให้มีแฟน ทั้งๆ ที่แบ๊กกราวน์ของนางเอกเป็นคนเก่ง สวยตั้งแต่เด็ก แต่เพราะทำงานหนักจึงละเลยไม่ได้ใส่ใจดูแลรูปลักษณ์ กระทั่งแฟนหนุ่มนอกใจและทิ้งไป จึงกลายเป็นเมนพอยต์ของเรื่องที่ว่า “ฉันต้องเก่ง และสวยเหมือนเดิม” ถึงจะประสบความสำเร็จอย่างมั่นใจ

ไม่อ้วนเอาเท่าไร (Oh My Venus)

ซึ่งหากขบคิดในอีกมุมจะพบว่า ขณะเดียวกันผู้ชายที่เก่งและประสบความสำเร็จ หลายรายก็ไม่ได้มีหน้าตาที่หล่อเหลา แต่ผู้หญิงก็รัก

หรือจะเป็นในเรื่อง “ตรวจใจเธอให้เจอรัก” (Doctors) ที่ตัวละครหญิงเป็นแพทย์ทั้งสองคน นางเอกเป็นคนเก่ง และเธอก็มีเพื่อนที่สวยและเก่ง แต่ตัวเอกฝ่ายชายหลายคนก็หลงรักแต่นางเอก จนทำให้เพื่อนนางเอกรู้สึกว่า เธอต้องสวยขึ้นไปอีกเพื่อให้มีคนมารักเธอ จุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อว่า “ความสวยคือคุณค่าอันดับหนึ่ง”

ความอยากสวยไม่มีผิดหรือถูก แต่อาจจะต้องขบคิดให้ดีว่า “อยากสวยเพื่อไปรับใช้ใคร” หรือ “ฉันพอใจที่จะสวยขึ้นเพื่อเป็นตัวของตัวเอง”

ตรวจใจเธอให้เจอรัก (Doctors)

หากพูดถึงเรื่องความ “เก่งกาจ” ของตัวละครหญิงแล้ว ในเรื่อง “รักยิ่งใหญ่หัวใจเพื่อเธอ” (The King 2 Hearts) ก็เป็นอีกเรื่องที่นางเอกมีความสามารถสูง เป็นถึงกองกำลังพิเศษของเกาหลีเหนือ ซึ่งต้องมาปกป้องพระราชาของเกาหลีใต้ (พระเอก) ซึ่งในช่วงแรกก็ให้ความอิ่มเอมใจว่า ผู้หญิงก็ปกป้องผู้ชายได้เหมือนกัน แต่พอเนื้อเรื่องดำเนินต่อไป เมื่อทั้งสองมีความรักต่อกัน นางเอกกลายเป็นฝ่ายถูกกระทำ (Passive) เสมือนว่ายอมแลกทุกอย่างกับความรัก สละความเป็นกองกำลังพิเศษ เพื่อมาเป็นผู้หญิงของพระราชา

รักยิ่งใหญ่…หัวใจเพื่อเธอ (The King 2 Hearts)

ขณะเดียวกันตัวละครชายในซีรีส์เกาหลีแทบทุกเรื่องล้วนต่อสู้เพื่อแย่งชิง “อำนาจ” และตัวละครผู้หญิงก็มักจะต่อสู้เพื่อแย่งชิง “ความรัก” ปราศจากความทะเยอทะยานในสังคม ทั้งยังถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ อย่างในเรื่อง “ลุ้นรักฉบับโบนัส” (Romance Is a Bonus Book) ที่เป็นเรื่องราวในวงการหนังสือ นางเอกเป็นผู้หญิงทำงานเก่ง เรียนจบมหาวิทยาลัยดัง มีประสบการณ์ทำงานในบริษัทดังหลายปี กระทั่งแต่งงานมีลูกจึงลาออกมาเลี้ยงลูกเป็นเวลา 7 ปี ทว่าชีวิตคู่ก็ได้มาถึงทางตันจนตัดสินใจหย่าร้างกับสามี ทำให้เธอต้องออกมาหางานทำ

จุดพีคของเรื่องคือ นางเอกสมัครงานไปกว่า 50 แห่ง แต่ไม่ได้รับการพิจารณา จนสุดท้ายได้งานที่บริษัทของพระเอกในตำแหน่งที่ไม่จำกัดวุฒิและอายุ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีสำคัญน้อยกว่าที่เธอตั้งใจสมัครและความสามารถที่มีของเธอ

ลุ้นรักฉบับโบนัส (Romance Is a Bonus Book)

เรืองรวี วิเคราะห์เรื่องนี้ว่า มีผู้หญิงจำนวนมากต้องเสียโอกาสไปเพียงเพราะลาออกมาเลี้ยงลูก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก ไม่สามารถนำมาเขียนในเรซูเม่ได้ ไม่สามารถเคลมได้ว่า 7 ปีที่ผ่านมา เลี้ยงลูกเก่งมาก ลูกสุขภาพจิตดี เพราะไม่มีมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งนี้นับว่าเป็นการเลือกปฏิบัติทางอ้อมด้วยเหตุแห่งเพศ ซึ่งหากว่าด้วย “พ.ร.บ.ความเสมอภาค ความเท่าเทียมระหว่างเพศ” เมื่อใดที่รู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ สามารถไปฟ้องร้องคณะกรรมการวินิจฉัยความเสมอภาคระหว่างเพศได้

แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้หญิงคนไหนไปฟ้องร้องเลย

เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ในปัจจุบันของไทยที่พบว่า แรงงานหญิงทั้งหลายพอท้องปุ๊บก็จะถูกบริษัทเลย์ออฟแถมบางที่ลดเงินเดือนด้วย เพราะพอมีคนท้อง ตลอด 9 เดือน บริษัทต้องมีสวัสดิการ หรือจัดพื้นที่ให้ใหม่

สิ่งเหล่านี้ยังเกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นการเป็นผู้หญิง แล้วเรียกร้องสิทธิที่เท่าเทียม อันดับแรกคงต้องทำให้สังคมเข้าใจก่อนว่า “ภารกิจของการเป็นมารดา คือ ภารกิจของประเทศชาติ”

เรืองรวี พิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา (GDRI)

ขอบคุณรูปภาพจาก Netflix (เน็ตฟลิกซ์)

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon