ภาพลักษณ์ของ “เชฟ” หรือ “พ่อครัว” ในความคิดของคนทั่วไป คงหนีไม่พ้นคนที่ใส่ชุดสีขาว ผูกผ้ากันเปื้อน พร้อมสวมหมวกทรงสูง
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่มีในตัว “เชฟลุงณัฐ-ณัฐ ปัญจางคกุล” เชฟมือหนึ่งของร้าน “บอนโสเหล่” (Bon Sol”e) เกษตรนวมินทร์-เลียบทางด่วนรามอินทรา
ผู้ชายคนนี้ ฉีกทุกกฎของพ่อครัวกับลุคที่ดูแนวๆ น่าจะเป็น “ศิลปิน” มากกว่า “คนทำอาหาร”
“มีคนถามผมเยอะว่า อุ้ย! นี่คือเชฟเหรอ” เชฟลุงณัฐเล่าถึงฟีดแบ๊กที่คนเมื่อเจอเขาครั้งแรก ส่วนใหญ่จะยิงคำถามใส่เขาแบบนี้
“ผมก็จะบอกไป ไม่ใช่เชฟครับ ผมเป็นคนทำอาหารให้คุณทาน”
แต่ก่อนที่ผู้ชายคนนี้จะเลือกชีวิตเดินในเส้นทางสายอาหารเต็มตัว เขาจบวิทยาลัยช่างศิลป์ ทำงานเอเยนซี และโปรดักชั่นเฮาส์สิบกว่าปี แต่ด้วยมนต์เสน่ห์ของการทำอาหารที่เขาซึมซับมาจาก “คุณย่า” ตั้งแต่เด็ก และจากการเข้าทำงานที่ร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ เชฟลุงณัฐจึงก้าวเข้าสู่วงการอาหารอย่างเต็มตัวด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านอาหารให้แก่โรงแรม 5 ดาว ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ต่อมาปี 2552 ได้เปิดร้านอาหาร “พระนครบาร์แอนด์แกลเลอรี” เป็นของตัวเอง โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ถัดมาอีก 2 ปี จึงเปิดสาขาที่ 2 ที่หอศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กรุงเทพฯ ก่อนจะวางมือจากการเป็นเจ้าของกิจการ กลับมาเป็นเชฟมือปืนรับจ้างอีกครั้งที่ร้าน “บอนโสเหล่” โดยสไตล์อาหารที่เชฟลุงณัฐทำขึ้น นอกจากใช้ความพิถีพิถันในการปรุงรสแล้ว ยังใส่ใจกับการตกแต่งจานอาหารราวกับอาหารจานนั้นคือ “ศิลปะชิ้นเอก” ก็ไม่ปาน
“ผมเรียกมันว่าฟู้ดอาร์ต (Food Art)” เชฟลุงณัฐนิยามสไตล์การทำอาหารของเขาที่คิดขึ้นเอง จากความรักที่มีให้กับศิลปะและอาหาร
“ผมคุ้นเคยกับอาหารมาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านเปิดร้านอาหาร ในขณะเดียวกันก็มีความรักในศิลปะ จึงนำทั้งสองคำนี้มารวมกัน คือ ทำอาหารที่เป็นศิลปะ จับต้องได้ กินได้ สัมผัสรสชาติได้ มองเห็นสีสันได้ คือได้ทั้งรูป รส และกลิ่น”
เมนูอาหารของเชฟลุงณัฐที่เป็นซิกเนเจอร์ มีทั้งผัดไทยคุณยายเอิบ ท้องปลาแซลมอนทอดน้ำปลา เย็นตาโฟผัดแห้ง ข้าวผัดแมว (ข้าวผัดน้ำพริกปลาทู) กุ้งคำหวาน ยำเนื้อมะเขือสด ซึ่งทุกเมนูแม้จะเป็นเมนูเดียวกัน แต่หน้าตาที่ออกมาจะไม่เหมือนกัน เพราะพ่อครัวเป็น “อาร์ตตัวพ่อ” การจัดวางอาหารจะขึ้นอยู่กับอารมณ์ติสต์ของเขาในขณะนั้น ซึ่งก็มีหลากหลายสไตล์ทั้งป๊อป อาร์ต, เรียลิสติก
“ทุกครั้งที่ผมทำอาหาร โดยเฉพาะอาหารไทย ผมจะรู้สึกเหมือนได้ทำประติมากรรมทุกวัน อาหารไทยมีสีสันจัดจ้าน หลายถ้วยหลายจานวางได้เยอะ วางได้หลายตำแหน่ง วันนี้เมนูนี้หน้าตาเป็นแบบนี้ แต่อีกวันในเมนูเดียวกัน หน้าตาไม่เหมือนกันแล้ว เช่น เมนูข้าวผัดแมว ถ้าวันไหนปลาทูหน้าไม่ยิ้มเลย ผมก็ตัดพริกใส่ปากให้ อารมณ์ความรู้สึกของอาหารจานนั้นก็จะเปลี่ยนไป ซึ่งนี่คือศิลปะที่กินได้”
แม้หน้าตาอาหารจะเปลี่ยน แต่เรื่องรสชาตินั้น “คงรสชาติอร่อยทุกจานครับ” ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยหยุดพัฒนาฝีมือ ทุกวันนี้ยังอ่านหนังสืออาหาร ดูรายการอาหาร รวมถึงดูงานศิลปะต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ตัวเอง
“ศิลปะมีอยู่ทุกที่ อ.ศิลป์ พีระศรี บอกว่า ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น คนทำศิลปะ ต้องยิ่งแก่ยิ่งเก๋า ยิ่งเก๋ายิ่งสวย ยิ่งสวยไปเรื่อยๆ และสำหรับผม ศิลปะบนอาหารไม่มีวันจบ ยังมีไปได้เรื่อยๆ จนกว่าโลกจะระเบิด” เชฟลุงณัฐกล่าวทิ้งท้าย






