หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ สสส. จับมือ ส...

สสส. จับมือ สธ. และภาคีเครือข่าย นำร่องขับเคลื่อนต้นแบบการพัฒนาเด็กในทุกมิติผ่านนโยบาย “เล่นเปลี่ยนโลก” เพื่อเตรียมพร้อมสู่ยุค ‘สังคมสูงวัย’

22.02.21 | 13:59 น.

อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” โดยสมบูรณ์ บวกกับสภาพสังคมปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้เด็กสมัยนี้มีพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญาที่ไม่สมวัย

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนต้นแบบสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในแคมเปญ “เล่นเปลี่ยนโลก” เพื่อให้เด็กและเยาวชนพัฒนาไปในทิศทางที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ด้วยการกระตุ้นกระบวนการพัฒนาของสมองของแต่ละช่วงวัยผนวกกับการเล่นแบบอิสระ ตลอดจนเสริมกิจกรรมทางกายภาพให้กับเด็กๆ ซึ่งการพัฒนานั้นสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ทำให้เด็กนั้นสามารถเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และสามารถค้นพบตัวตนของตนเองได้อย่างดียิ่งขึ้น

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า “ด้วประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัยในอีกไปกี่ปีข้างหน้า บวกกับอัตราการเกิดของทารกน้อยลงเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ส่งผลให้ผู้คนที่อยู่ในช่วงวัยทำงานมีจำนวนลงลดในอนาคต กรมอนามัย โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ตระหนักถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขับเคลื่อนแคมเปญ “เล่นเปลี่ยนโลก” เพื่อให้เด็กสมัยนี้ที่เติบโตมากับเทคโนโลยียุคใหม่นั้น ได้ใช้เวลากับครอบครัว สังคม และสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น”
การขับเคลื่อนต้นแบบสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในแคมเปญ “เล่นเปลี่ยนโลก” ขับเคลื่อนด้วยคอนเซ็ป “3F” 1)Family พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูเด็ก เล่นกับเด็ก เป็นการสร้างแรงจูงใจในการเล่นและสร้างความสัมพันธ์ของครอบครัว 2)Free การเปิดโอกาสให้เด็กเล่นตามความต้องการอิสระ เล่นที่ไหนก็ได้ขอให้ปลอดภัย 3)Fun การเล่นที่ทำให้เด็กเกิดความสุข สนุกสนาน ด้วยกิจกรรมและของเล่นที่หลากหลาย หาง่าย และไม่ซับซ้อน เน้นของเล่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับวัยนางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า “สสส. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการริเริ่ม ผลักดัน กระตุ้น สนับสนุน ตลอดจนผสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในสังคม เพื่อมุ่งเน้นการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการเล่นเปลี่ยนโลก เป็นการถอดบทเรียนเพื่อตอบสนองจุดมุ่งหมายที่สำคัญในการพัฒนาทั้งด้านร่างกายและสติปัญญาของประชากรตั้งแต่ช่วงปฐมวัย สร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพตั้งแต่ยังเด็กเพื่อเติบโตไปเป็นทรัพยากรมนุษย์ในวัยที่เป็นหัวเรือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ”สสส. และภาคีเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวขององค์กร เช่น มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนากลุ่มไม้ขีดไฟ และกลุ่ม WE ARE HAPPY เป็นเครือข่าย “เล่นเปลี่ยนโลก” ขับเคลื่อนดำเนินการสร้างความตระหนักเรื่องการเล่น ให้ใช้การเล่นอิสระเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทั้งด้านสติปัญญาและด้านร่างกายตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านกระบวนการเล่น สร้างให้เกิด “ผู้อำนวยการเล่น” (Play Worker) คือผู้ที่สนับสนุนและดูและการเล่นของเด็กในทุกมิติ ตลอดจนเล่นกิจกรรมร่วมกับเด็กให้เกิดความสุข สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กนอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบสำคัญอีก 3 ประการ คือ พื้นที่เล่น-สถานที่ที่เด็กสามารถเล่นได้อย่างอิสระเสรี เช่น พื้นที่ธรรมชาติ สนามเด็กเล่น ฯลฯ กระบวนการเล่น-เด็กเป็นผู้นำการเล่นอย่างอิสระ ด้วยกิจกรรมทางกายที่ส่งเสริมสุขภาพทางกายและการเจริญเติบโต หน่วยบริหารจัดการการเล่น-ครอบครัวและชุมชน มีส่วนร่วมสร้างพื้นที่เล่น และส่งเสริมพัฒนาการเล่นของเด็ก ทำให้เกิดการต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 4 องค์ประกอบนี้ จะก่อให้เกิดการพัฒนาโมเดลการเรียนรู้ต้นแบบที่หลากหลาย ทั้งใน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน ชุมชน มหาวิทยาลัย ฯลฯ มากกว่า 34 พื้นที่ใน 14 จังหวัด ซึ่งแต่ละพื้นที่ดำเนินการพัฒนาเด็กผ่านการเล่นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาศักยภาพของเด็กเพื่อให้เติบโตเป็น “ฟันเฟือง” ชิ้นสำคัญในการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ สสส. ยังเผยอีกว่า “การที่เรากำลังจะเป็นสังคมสูงวัยเราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องลงทุนในการพัฒนาเด็กทุกคนให้สามารถที่จะเติบโตและมีศักยภาพที่จะดูแลพวกเราซึ่งกำลังจะเป็นผู้สูงวัย โดยใช้กระบวนการเล่นที่อาจเรียกได้ว่า “แบ็กทูเบสิค” เสมือนการย้อนกลับไปในช่วงที่เทคโนโลยียังไม่คืบคลานเข้ามาเป็นปัจจัยหลักเหมือนทุกวันนี้ เราอยากที่จะเห็นเด็กไทยมีพัฒนาการที่ดี ได้รับการดูแลอย่างดี มีความฉลาดทางอารมณ์ มีความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ สิ่งเหล่านี้คือความหวังของ สสส. และภาคีเครือข่ายทุกคนที่เป็นผู้ริเริ่มให้เกิดนโยบายนี้ขึ้น” 

“สิ่งที่ทำในวันนี้เปรียบเสมือนการ “ปลูกป่าใหญ่” ที่พวกเราวัยทำงานจะได้อาศัยร่มเงาเมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในภายภาคหน้า เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ถูกต้องและเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศชาติต่อไปในอนาคต”

Advertisement