ธีรินทร์ บอสใหญ่ข้าวไก่แจ้ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน!
ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ลุกลามเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วและรุนแรง นาทีนี้ใครพอมีแรงมีกำลังช่วยเหลือก็หยิบยื่น ส่งต่อให้แก่กัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือป้องกันการติดเชื้อ หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ ตลอดจนข้าวปลาอาหาร ขนมนมเนย มากบ้างน้อยบ้าง แม้กระทั่งรอยยิ้ม เพราะนาทีนี้เราต้องผ่านมันไปด้วยกันให้ได้
ที่ไหนมีผู้เดือดร้อน ที่นั่นมี “ข้าวไก่แจ้”!
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “ข้าวไก่แจ้” ระดมข้าวสาร 3 ตัน (3,000 กก.) มอบแก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในโรงพยาบาล 10 แห่ง ในโครงการ “ข้าวไก่แจ้ ซัพพอร์ต ปี 2” โครงการที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือไปให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน
ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่กับสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เท่านั้น ก่อนหน้านี้ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงแบรนด์ “ไก่แจ้” ทำซีเอสอาร์มาโดยตลอด ดังที่ ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด เคยเปิดใจว่า โครงการ “ข้าวไก่แจ้ ซัพพอร์ต ปี 2” ไม่ใช่โครงการเฉพาะกิจ แต่เป็นความมุ่งมั่น เป็นปณิธานของบริษัทสุนทรธัญทรัพย์ ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง ความที่อยากทำให้เป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น ใน 2 ปีที่ผ่านมาจึงเปิดโครงการ “ไก่แจ้ ซัพพอร์ต” เพื่อช่วยเหลือและทำในเรื่องซีเอสอาร์ให้กับคนภายนอก โดยเริ่มขึ้นในช่วงเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
“ผมมองว่าตรงนี้เราสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ และมองว่าข้าวเป็นส่วนสำคัญ ข้าว 1 ถังสามารถเลี้ยงคนได้เป็นร้อยคน ฉะนั้น สิ่งที่เรามอบให้อาจจะไม่ได้มาก แต่สามารถช่วยเหลือคนได้เยอะ”



กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ระลอก 3 ธีรินทร์ยอมรับว่า ครั้งนี้ค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับการระบาดของโควิด-19 สองครั้งที่ผ่านมา
“การดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบต้องเปิดๆ ปิดๆ คนกลัวการติดเชื้อมากขึ้น การจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ร้านค้าได้รับผลกระทบมากขึ้น ยอดขายน้อยลง คนเริ่มขาดความเชื่อมั่น ถือว่าครั้งนี้หนักที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านโรงพยาบาล เนื่องจากอัตราการติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเคสหนักๆ มีอัตราสูงกว่าครั้งที่ผ่านมา ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานหนักมากขึ้น ต้องมีเตียงเสริม มีโรงพยาบาลสนามมากมาย เราเห็นว่าในวิกฤตเช่นนี้จำเป็นที่เราต้องรีบส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด” และว่า
“ครั้งนี้เรามองว่าโรงพยาบาลเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เราจำเป็นต้องเข้าไปให้การช่วยเหลือ เพราะเป็นหน่วยงานด่านหน้าที่ต้องมีความเข้มแข็ง และพร้อมที่จะดูแลประชาชน ถ้าเครื่องมือ อุปกรณ์การแพทย์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือแม้แต่อาหารหรืออะไรก็แล้วแต่ไม่เพียงพอ จะทำให้ประสิทธิภาพลดลง อย่างน้อยข้าวก็สามารถเข้าไปช่วยเสริมตรงนี้ได้ เป็นเสบียงให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และกับผู้ป่วย หรือผู้ที่มากักตัว”
ในเบื้องต้นได้ทยอยส่งมอบข้าวสารตรา “ไก่แจ้” ให้แก่ 10 โรงพยาบาล อาทิ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี จ.สมุทรปราการ โรงพยาบาลรามาธิบดี กทม. โรงพยาบาลชลบุรี จ.ชลบุรี รวม 2,400 กิโลกรัม และมอบผ่านโครงการเนชั่นปันน้ำใจอีก 600 กิโลกรัม
“วันนี้เราเห็นอยู่ว่าบุคลากรทางการแพทย์ทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดเชื้อ อยากเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ได้สู้ต่อไป ถ้ามีอะไรที่ภาคเอกชนช่วยเหลือได้ เราก็พร้อมเสมอ” ธีรินทร์ย้ำ
ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาด ธีรินทร์ยังคงเชื่อมั่นในวัคซีนโควิดว่าจะช่วยดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาช่วยคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้ให้ค่อยๆ จางลง
“วัคซีนน่าจะเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และลดอัตราการเจ็บป่วยหนักได้มากขึ้น ยิ่งสามารถกระจายการฉีดวัคซีนโควิดได้เร็ว เศรษฐกิจก็น่าจะฟื้นตัวเร็ว แต่ถ้าปล่อยให้ภาคธุรกิจต้องประสบกับสถานการณ์ที่มีการเปิด-ปิดๆ อย่างนี้จะค่อนข้างลำบาก ถ้าภาครัฐสามารถดึงวัคซีนโควิดมาได้เร็ว ผมคิดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะไปต่อได้” ธีรินทร์ทิ้งท้าย


