เพราะเคยมีสถิติว่า ทุก 1 ชั่วโมงจะมีคนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุบนท้องถนน 2 ราย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงนั้นเป็นเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 10-24 ปี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการทำให้คนไทยมีสุขภาพกายและใจที่ดี มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อคุณภาพชีวิต และลดการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จึงพยายามคิดหาแนวทางต่างๆ เพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

เมื่อสำรวจข้อมูลลึกลงไปถึงสาเหตุการเสียชีวิต ก็พบว่ามาจากมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นพาหนะที่ต่างจังหวัดนิยม ส่วนหนึ่งมาจากควาจำเป็นต้องใช้เป็นพาหนะสำหรับเดินทางไปเรียน เนื่องจากไม่มีรถโดยสารสาธารณะระหว่างบ้านกับโรงเรียน ดังนั้น หากทำให้เยาวชนลดละการใช้มอเตอร์ไซค์ได้ ก็น่าจะช่วยลดการสูญเสียนี้ได้เช่นกัน

สสส.จึงได้ทำงานร่วมกับโรงเรียนและเครือข่ายต่างๆ กระทั่งได้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นเครือข่ายต้นแบบ มีการทำงานร่วมกันจนประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และเป็นที่มาของการจัดเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรม
‘วิถีชีวิตใหม่ รถรับ-ส่งนักเรียน อย่างไร ให้ปลอดภัยห่างไกลโควิด’ โดยร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ นำโดย น.ส. รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. และเจ้าบ้านซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทความสำคัญในการจัดรถรับส่งนักเรียนให้มีความปลอดภัย ได้แก่ น.ส. ชลดา บุญเกษม หัวหน้าศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, นาย ศุภกร การสมบัติ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานบุคคลและกิจการนักเรียน โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย,นาย สุเทพ กุมุท หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ น.ส. นภสร สิงหรัตน์ ตัวแทนผู้ประกอบการรถรับ-ส่งนักเรียน
เหตุที่เลือกเมืองกรุงเก่าเป็นเครือข่ายต้นแบบนั้น น.ส. รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ อธิบายว่า เนื่องจากเป็น 1 ใน 3 ของจังหวัดในภาคกลางที่มีสถิติการเสียชีวิตมากที่สุด จึงได้เลือกให้เป็นต้นแบบสำหรับการขยายผล เพื่อให้เป็นโมเดลสำคัญในการทำงาน ซึ่งสามารถเชื่อมประสานกับภาคีเครือข่าย โดยมีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคคัดสรรจิตอาสาที่มีความหวังดีกับเยาวชนในท้องถิ่นของตัวเอง เข้ามาช่วยกันคิดหาวิธีการว่า หากจะสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนหันมาใช้บริการรถรับ-ส่งเพื่อลดการใช้มอเตอร์ไซค์แล้วแล้ว ควรต้องมีมาตรการหรือขั้นตอนอย่างไรให้โดยสารได้อย่างปลอดภัย

น.ส. ชลดา บุญเกษม กล่าวเสริมว่า ปัญหาคือรถโดยสารส่วนใหญ่ไม่ใช่รถโรงเรียน แต่เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับนักเรียนจำนวนมาก เมื่อได้รับรู้ว่าขนส่งของจังหวัดเองก็มีมาตรการจัดระเบียบให้รถที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนมาเข้าสู่ระบบเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน ก็ร่วมมือกับขนส่งหาทางให้รถเหล่านี้มาขอขึ้นทะเบียนให้อยู่ในระบบ พร้อมกับมีการจัดตั้งกลไกคุ้มครองสิทธิ์ ประกอบไปด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ขนส่งจังหวัดซึ่งเป็นหน่วยงานหลักให้การรับรองเรื่องของมาตรฐานและความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลบังคับใช้กฎหมาย มีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ดูแลเรื่องประกัน และโรงเรียนในจังหวัดตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ รวมถึงคนขับรถส่งนักเรียน เป็นต้น

สำหรับโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยซึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนต้นแบบนั้น เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนจำนวนถึง 4,200 คน มาจาก 16 อำเภอ และมีนักเรียนจำนวนถึง 1,000-1,200 คนที่ต้องใช้บริการรถรับ–ส่ง นาย ศุภกร การสมบัติ บอกว่า เนื่องจากรถรับ–ส่งนักเรียนเป็นของเอกชน ก่อนหน้านี้จึงไม่ได้ดูแลเท่าที่ควร แต่หลังจากเครือข่ายผู้บริโภคเชิญชวนให้เข้ามาทำโครงการนี้ ทำให้มองเห็นภาพว่านี่คือหน้าที่ของโรงเรียน จึงมีการดำเนินการต่างๆ เช่น ประสานงานกับผู้ประกอบการจนรวมกลุ่มขึ้นเป็น ‘ชมรมรถรับส่งนักเรียนโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย’ มีการติดต่อสื่อสารผ่านกรุ๊ปไลน์ เป็นต้น
และอีกตัวแทนหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในโครงการรถรับ–ส่งนักเรียนปลอดภัย นาย สุเทพ กุมุท เล่าว่า ขนส่งมีการจัดระเบียบเรื่องรถรับ–ส่งนักเรียนตั้งแต่ปี 2546 แต่ส่วนใหญ่เป็นรถนอกระบบ ต่อมาภายหลังเมื่อรถกลุ่มนี้มีเยอะขึ้น ก็ได้มีการหาแนวทางเพื่อให้มีความปลอดภัย และสามารถนำมารับส่งนักเรียนได้อย่างถูกต้อง โดยในปี 2560 ได้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือกันว่าจะทำอย่างไรให้รถพวกนี้เข้ามาอยู่ในระบบ มีการเชิญคณาจารย์จากโรงเรียนต่างๆไปดูงานตามจังหวัดที่ประสบความสำเร็จ พร้อมกับเลือกโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยเป็นโรงเรียนต้นแบบ มีการจัดอบรมไปตามอำเภอต่างๆ ทำให้ขนส่งรวบรวมรถรับ–ส่งนักเรียนได้เกือบทั้งจังหวัด ก่อนขยายผลให้ทางจังหวัดเล็งเห็นถึงความสำคัญ กระทั่งท่านผู้ว่าฯ สั่งการให้ดูแลเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ

“มาตรการของขนส่ง เช่น ก่อนโรงเรียนเปิดเทอม รถที่ให้บริการรับ–ส่งนักเรียนทุกคันจะต้องมาตรวจสภาพว่ามีความมั่นคงแข็งแรง มีอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยครบ ถ้าเป็นรถตู้ต้องมีถังดับเพลิงและฆ้อนสำหรับทุบกระจก หากผ่านการตรวจสอบทั้งหมดแล้วขนส่งจึงออกใบรับรองให้”
นอกจากความปลอดภัยบนท้องถนนแล้ว เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ได้มีการป้องกันอย่างเข้มงวด คนขับรถรับ–ส่งนักเรียนทุกคนต้องผ่านการตรวจหาเชื้อ มีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในรถทั้งก่อนและหลังให้บริการ มีเจลแอลกอฮอลล์พร้อมเครื่องวัดอุณหภูมิ ฯลฯ หลังจากส่งเด็กนักเรียนเสร็จแล้วก็ต้องทำความสะอาดจุดสัมผัสต่างๆ ส่วนน้องๆ ก็ต้องสวมหน้ากากทุกคน รวมถึงมาตรการพื้นฐานทั่วไป เช่น ตรวจสอบทุกครั้งว่ายังมีเด็กติดค้างอยู่ในรถหรือไม่ ขับโดยใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครอง
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสาระส่วนหนึ่งจากเวทีเสวนาที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จอันเกิดจากการบูรณาการทุกภาคส่วน เป็น ‘อยุธยาโมเดล’ ให้โรงเรียนและจังหวัดอื่นๆ ได้เห็นเป็นตัวอย่าง หากมีการต่อยอดขยายผลไปเรื่อยๆ ก็จะช่วยลดการสูญเสียเด็กและเยาวชน ส่งผลให้อนาคตประเทศไทยมีพลเมืองคุณภาพเข้ามาพัฒนาประเทศชาติต่อไป

