
โควิดลามกระทบ ‘เด็กอ่อน’ ถ้าไม่แก้…อาจสายเกินไป
คนทุกช่วงวัยล้วนได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กันถ้วนหน้า มากน้อยแตกต่างกันไป ล้มลุกคลุกคลานครั้งนี้รอวันโรคอุบัติใหม่คลี่คลาย ค่อยกลับมายืนสง่าอีกครั้ง
แต่กับคนช่วงวัยนี้ ผลกระทบอาจแปรเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล นั่นคือ “ช่วงปฐมวัย” ซึ่งเป็นช่วงวัยสำคัญสร้างพื้นฐานชีวิต หากไม่พัฒนาตั้งแต่ช่วงอายุนี้ก็สายเสียแล้ว
ศีลดา รังสิกรรพุม ผู้จัดการมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เล่าว่า สถานการณ์โควิด-19 หากยิ่งระบาดนาน พ่อแม่ของเด็กก็ยิ่งมีความเสี่ยงถูกเลิกจ้าง ซึ่งหากพ่อหรือแม่ตกงานสักคน หรือตกงานทั้งคู่ เมื่อรายได้ลดลงหรือไม่มีรายได้ สิ่งที่ต้องเจอแน่ๆ คือ ภาวะขาดโภชนาการ เพราะเขาไม่มีเงินซื้อนมผงให้ลูกกิน แม้กระทั่งอาหารดีๆ บางครอบครัวยังพบว่า การกลับมาอยู่ด้วยกันในห้องพักเล็กๆ ทำให้ติดโควิด-19 ทั้งครอบครัว ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในเด็กอ่อน 7-8 คน ในชุมชนคลองเตย

ปัจจุบันมูลนิธิมีบ้านเด็กอ่อนอยู่ใน 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนเสือใหญ่ คลองเตย ศรีนครินทร์ และอ่อนนุช มีเด็กอ่อนอายุตั้งแต่ 3 เดือนถึง 5 ขวบ ในการดูแล 350 คน ลักษณะไป-กลับ โดยเป็นเด็กอ่อนที่มาจากครอบครัวยากจน เช่น เก็บขยะขาย วินมอเตอร์ไซค์ อีกทั้งมาจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว และครอบครัวแหว่งกลาง ที่มีทั้งชาวไทยและต่างด้าว
ทั้งนี้ เดิมพ่อแม่สามารถมาฝากลูกช่วงเวลากลางวันได้ ตัวเองก็ออกไปประกอบอาชีพ แล้วมารับกลับตอนเย็น ตัวเด็กระหว่างอยู่กับเราก็ได้รับอาหารที่ถูกหลักโภชนาการและนม รวม 5 มื้อต่อวัน อีกทั้งมีกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการต่างๆ แต่ปัจจุบันไม่สามารถทำกิจกรรมที่มูลนิธิได้ เด็กต้องอยู่แต่บ้าน ซึ่งนี่ก็เข้าสู่เดือนที่ 3 แล้ว
“ช่วงแรกๆ เราพยายามจัดถุงยังชีพส่งไปให้ที่บ้านเด็ก ภายในนอกจากมีอาหารแห้ง นมกล่องที่สามารถอยู่ได้ถึงสัปดาห์แล้ว เรายังมีสมุดนิทาน มีดินสอสี มีของเล่นไปให้ด้วย เพื่อให้พ่อแม่ได้ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ ไม่ให้กิจกรรมเหล่านี้หายไป
“ระยะหลังทยอยนัดให้ผู้ปกครองนำเด็กมารับถุงยังชีพที่มูลนิธิ เพื่อจะชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และประเมินพัฒนาการ ตลอดจนคอยโทรศัพท์ติดตามสภาพความเป็นอยู่ อย่างหากติดโควิดก็พยายามประสานส่งต่อให้ พยายามช่วยดูแลเต็มที่แม้พวกเขาอยู่บ้าน”


ระหว่างทางช่วยเหลือ เธอพบว่าไม่ได้มีเพียงเด็กอ่อนในอ้อมกอด 350 คน ที่ประสบความเดือดร้อนเท่านั้น แต่ยังมีเด็กอีกหลายล้านคนทั่วประเทศที่กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน แม้จะพยายามช่วยเหลือไปบางส่วนแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จึงคิดว่าคงต้องเป็นบทบาทของภาครัฐแล้วที่จะช่วยได้ เธอจึงอยากให้รัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือเด็กอ่อน
ศีลดาเสนอว่า ภาครัฐที่มีศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศอยู่แล้ว ทำอย่างไรนอกจากจะติดตามช่วยเหลือดูแลเด็กในศูนย์ที่กลับไปอยู่บ้านแล้ว จะสามารถเป็นศูนย์กลางดูแลช่วยเหลือเด็กอื่นๆ ในชุมชนไปด้วยได้ ไม่ว่าจะการแจกอาหาร นมผง นมกล่อง หนังสือนิทาน ของเล่นเสริมพัฒนาการ
ควบคู่ไปกับสิ่งที่เธอและ 301 ภาคเครือข่ายด้านเด็กเรียกร้องมาตลอดคือ “เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า” จากปัจจุบันที่ให้เฉพาะเด็กแรกเกิดถึง 6 ปีในครอบครัวยากจน
“เพราะงานวิจัยชี้ชัดแล้วว่าการให้เฉพาะกลุ่มแบบปัจจุบัน ทำให้เกิดการตกหล่นถึง 30 เปอร์เซนต์ ยิ่งในสถานการณ์โรคระบาดที่การเดินทางไปลงทะเบียนยิ่งยากลำบากเข้าไปอีก เชื่อว่าจะมีเด็กตกหล่นมากกว่านี้ แม้ภาครัฐมีความพยายามจะขยับฐานความยากจนให้เด็กแรกเกิดได้รับมากขึ้นก็ตาม
แต่หากเปลี่ยนเป็นถ้วนหน้า สิทธิก็จะมาอัตโนมัติ ไม่ต้องไปลงทะเบียน ก็อยากให้ภาครัฐกล้าๆ ที่จะตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นของกระทรวงอื่น งบประมาณจัดซื้อที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ มาทุ่มทุนกับเด็กเพื่อสร้างอนาคตที่ดีของชาติ เพราะตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญวิกฤตจริงๆ”


กลับมาที่ตัวมูลนิธิเอง ตอนนี้ก็กำลังเผชิญสถานการณ์หนัก เนื่องจากรายได้ 100 เปอร์เซ็นต์ของมูลนิธิคือ เงินบริจาค ลดลงไปกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งเพราะคนไม่สามารถเข้ามาทำกรรมภายในได้ เช่น จัดเลี้ยงเนื่องในวันเกิด จากปกติที่มีมาจัดทุกวัน ช่วงนี้มูลนิธิจึงปรับวิธีให้คนบริจาคเงินตั้งแต่ 100-500 บาท เพื่อนำมาจัดถุงยังชีพแจกเด็กอ่อนแทน
“เพราะเด็กต้องกินทุกวัน ต้องการโภชนาการทุกวัน จึงต้องทำหน้าที่ต่อ” ศีลดากล่าวทิ้งท้าย

