6 วิธีปรับใจในครอบครัว สู้วิกฤตโควิด
ในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤต ไม่ว่าจะด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคหรือในช่วงเวลาปกติที่เกิดความรู้สึกในทางลบมากๆ ทั้งเครียด กังวล หรือตระหนกจากปัญหาที่ประดังเข้ามา
ล้วนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วให้ได้เป็นทางหนึ่งที่จะลดทอนภาวะความเครียดลด ซึ่งเว็บไซต์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อ้างถึงคู่มือดูแลจิตใจตัวเองในสถานการณ์โควิด ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำ “วิธีปรับใจ” ไว้ 6 ข้อดังนี้
1.ปรับมุมมอง แน่นอนว่าตอนนี้หากมองไปรอบๆ สิ่งต่างๆ ก็ดูเหมือนจะแย่ไปเสียหมด แต่หากลองปรับมุมมองเห็นสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในวิกฤตเช่นนี้ได้ ก็จะทำให้รู้สึกมีความหวังในการดำเนินชีวิตมากขึ้น เช่น ทำงานที่บ้านอย่างน้อยก็ทำให้มีเวลามากขึ้นวันละ 1-2 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการจราจรที่ติดขัด ประหยัดเงินมากขึ้นเนื่องจากไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ทำอาหารกินเองก็ประหยัดกว่าซื้อนอกบ้าน ฯลฯ
2.สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เมื่อทุกคนในครอบครัวต่างมีความเครียด และต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง การสื่อสารที่สม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญให้สมาชิกสามารถถามและบอกความต้องการแบบตรงไป ตรงมา งดการตำหนิหรือประชดประชัน สมาชิกแต่ละคนสามารถที่จะพูดคุยแบ่งปัน รับฟังและปลอบใจซึ่งกันและกัน ในบรรยากาศที่เป็นมิตรและไม่ตัดสิน
3.จัดกิจวัตรประจำวันต่างๆ ให้เป็นตารางสม่ำเสมอ สมาชิกในครอบครัวควรมีการพูดคุยกัน เพื่อแบ่งปันหน้าที่ความรับผิดชอบในครอบครัวให้เหมาะสมตามชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น พ่อกับแม่อาจสลับกันดูแลลูกเป็นช่วงเวลา สมาชิกอาจแบ่งกันรับผิดชอบงานบ้าน เป็นต้น

4.การจัดระยะห่าง ในช่วงเวลาที่ต้องใช้เวลาอยู่ในบ้านร่วมกันมากขึ้น ไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้ดังเดิม อาจทำให้สมาชิกรู้สึกอึดอัด ช่วยได้โดยการเข้าใจ และเคารพในความแตกต่างของขอบเขตระหว่างบุคคล ความต้องการพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน ให้เวลาและพื้นที่ที่จะได้ใช้เวลาส่วนตัว หากสามารถรักษาสมดุลของระยะใกล้ห่างนี้ได้ ก็จะทำให้ สมาชิกรู้สึกสบายใจและไม่อึดอัดเวลาอยู่ร่วมกัน
5.เข้าใจและยอมรับความแตกต่าง ด้วยแต่ละคนมีการตอบสนองต่อเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน เป็นโอกาสดีที่คนในครอบครัว จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ไม่มีใครสามารถบังคับหรือเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นและพฤติกรรมของอีกฝ่ายได้ สมาชิกควรเรียนรู้ที่จะรับฟัง เข้าใจ และยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างไป
6.ติดต่อสื่อสารและขอความช่วยเหลือจากภายนอก ด้วยในช่วงนี้อาจไม่ได้พบปะสังสรรค์กัน แต่ยังมีเทคโนโลนีที่ช่วยติดต่อสื่อสารแบ่งปันเรื่องราว เล่าสารทุกข์สุกดิบให้แก่กันฟัง ช่วยคลายความเหงา หรือ ในบางครอบครัวที่ผู้ปกครองต้องทำงาน ทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูก อาจลองขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือญาติพี่น้อง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ หากเกิดความเครียดมาก ก็ไม่ควรที่จะเก็บไว้คนเดียว ควรมองหาวิธีการผ่อนคลายความเครียด และปรึกษาคนใกล้ชิด
ปรับใจเพื่อไปต่อ


