ข้อมูลกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) รายงานสถิติคดีเด็กและเยาวชนที่ก้าวผิด และถูกดำเนินคดีในปีงบประมาณ 2557 จำนวน 3.6 หมื่นคน ในความผิดดังกล่าวแยกเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษมากสุด ร้อยละ 45 รองลงมาเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ร้อยละ 19, ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ร้อยละ 10, อาวุธและวัตถุระเบิด ร้อยละ 8, เพศ ร้อยละ 3 ตามลำดับ ในจำนวนดังกล่าวพบเด็กและเยาวชนช่วงอายุระหว่าง 15-18 ปี กระทำความผิดมากสุดถึงร้อยละ 87
ในเรื่องนี้ก็มีประโยคสำคัญว่า “คดีความผิดเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนลดลงทุกปี”, “ระบบงานยุติธรรมในเด็กและเยาวชนของประเทศไทยถือว่ามีความก้าวหน้า” ซึ่งจะเชื่อมโยงกันอย่างไร หาคำตอบได้จากการเสวนา “ทิศทางการพัฒนากระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนของประเทศไทย” ในงาน “สัปดาห์กระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนสู่มิติใหม่ (Juvenile Justice Week)” จัดโดยกรมพินิจฯ ณ โรงแรมวินเซอร์ สวีท ซอยสุขุมวิท 20 กรุงเทพฯ

ศ.(พิเศษ) วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อธิบดีกรมพินิจฯกล่าวว่า หลังจากมี พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 สถิติการจับกุมดำเนินคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจเพราะความยุ่งยากลำบากหากต้องดำเนินคดี ที่จะต้องนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาร่วมพิจารณาด้วย เจ้าหน้าที่จึงใช้วิธีที่ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย เช่น ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยไป โดยเฉพาะคดีเล็กๆน้อยๆ ทำให้ไม่มีบันทึกรายงานที่เป็นสถิติ บางแห่งจับก็จับตลอด บางแห่งไม่จับก็ไม่มีข้อมูลเลย เหล่านี้ทำให้เราไม่รู้สถานการณ์ภาพรวมว่าเด็กกระทำผิดจริงๆ เท่าไหร่ เด็กที่ออกจากสถานพินิจฯไปกระทำผิดซ้ำเท่าไหร่ เพื่อจะคิดมาตรการแก้ปัญหาต่อไป
จากปัญหาดังกล่าวทำให้กรมพินิจฯประสานหน่วยงานภายใน ยธ.ได้แก่ กรมคุมประพฤติ กรมราชทัณฑ์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน ซึ่งคาดว่าภายใน 1 ปีจะมีฐานข้อมูลกลางคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนได้ จากนั้นจะประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการ ศาล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันต่อไป ทั้งนี้ ในวงเสวนาได้หยิบยกระบบงานยุติธรรมเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน โดยรวมในแง่ตัวบทกฎหมายก้าวหน้าไปมาก เช่น การดำเนินการสอบสวนคดีเด็ก พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินร่วมกับทีมสหวิชาชีพ ทนายความ พ่อแม่ ซึ่งจะมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพและเสียง อีกทั้งมีห้องควบคุม-ห้องสอบสวนแยกจากคดีผู้ใหญ่ ทำให้คดีไม่มีทางเบี้ยวบูดและเด็กไม่ถูกกระทำความรุนแรงซ้ำ
แต่เรื่องนี้ก็มีจุดอ่อนที่การปฏิบัติ โดยเฉพาะการตีความกฎหมายสับสน และไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ จนมีผู้ร่วมเสวนาบางท่านตัดพ้อติดตลกว่า “พนักงานสอบสวนเวลาเข้าเวรต้องลุ้นแล้ว ว่าจะมีคดีเด็กเข้ามาหรือเปล่า วันไหนคดีเด็กมาก็อยากจะลาป่วยลาพักร้อนแล้ว” อย่างไรก็ดี สำคัญกว่ากระบวนการยุติธรรมคือ เด็กและเยาวชนที่ถูกศาลตัดสินให้เข้าสถานพินิจฯ เข้าไปแล้วเปลี่ยนไปอย่างไร

นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองอธิบดีกรมพินิจฯ กล่าวว่า เราเน้นการบำบัดแก้ไขฟื้นฟูที่จิตใจ พยายามให้เด็กได้รับรู้ เรียนรู้ ด้วยการให้โอกาสทางการศึกษาที่ไม่ต่างจากเด็กทั่วไป ได้ออกไปทำงาน ออกไปเรียน ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน (Individual Routing Counselor: IRC) ที่เป็นเสมือนที่ปรึกษาเด็ก คอยติดตามประคับประคองดูแลเด็กเฉพาะราย ตั้งแต่แรกเข้า ปล่อยออกไป หลังปล่อย โดยแบ่งเจ้าหน้าที่ 1 คนดูแลเด็ก 30 คน
“จากการทดลอง IRC ที่เน้นให้เด็กอยู่ในศูนย์ฝึกน้อยลง แต่ให้ไปเรียน ไปทำงาน โดยมีสถานประกอบการ ครอบครัว และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ในระยะ 1 ปีก่อนปล่อยตัวออกไป พบว่าเด็กทั้งหมดได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากสถานประกอบการ ขณะที่การมีชุมชนเข้ามาร่วมทำให้พวกเขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข เกือบทั้งหมดไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ” นายสหการณ์กล่าว

กรมพินิจฯยังตั้งศูนย์ส่งเสริมผลิตภัณฑ์และอาชีพเยาวชน (DJOP Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางส่งเสริมเส้นทางอาชีพให้เด็กและเยาวชน ทั้งที่ยังอยู่ในการดูแลและที่พ้นการดูแลสามารถนำผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยตนเอง ซึ่งเรียนรู้ระหว่างอยู่ในศูนย์ฝึกมีตั้งแต่ของใช้ประจำวันไปจนถึงงานศิลปะ ราคาหลักสิบถึงหลักพันบาท มาวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ DJOP Center ซึ่งได้รับความร่วมมือจากรัฐและเอกชน สามารถนำไปวางขายตามร้านสะดวกซื้อ ร้านสินค้าชุมชน และเร็วๆ นี้กำลังเปิดตัวร้านออนไลน์ที่ www4.djop.go.th/djopcenter/index.php
โบยบินออกไปอย่างแข็งแกร่ง…






