เพื่อ “ปลูกคน” ให้พึ่งพาตนเองได้ตามพระราชปณิธานของ “สมเด็จย่า” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ริเริ่มโครงการ ดอยตุง แอนด์ เฟรนด์ส จับมือกับ นักสร้างสรรค์ชื่อดัง ได้แก่ สมบัษร ถิระสาโรช, กุลวิทย์ เลาสุขศรี กูรูแฟชั่นชื่อดัง และ เข็มอัปสร สิริสุขะ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์พิเศษขึ้น เพื่อจำหน่ายภายในงานและนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพคนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ณ ลานครีเอทีฟ แล็บ (Creative Lab) ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ โดยงานมีตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า สมเด็จย่าทรงให้มาตลอด การให้ของพระองค์คือการให้ชีวิตคน ให้ผู้ยากไร้พัฒนาตัวเอง เพื่อประเทศชาติและบ้านเมือง ชีวิตคนสำคัญ ถ้าเราปฏิบัติตามพระราชปณิธานได้ เราก็จะมีโอกาสช่วยคนให้มีความสุขและมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะพระราชปณิธานของสมเด็จย่าคือการให้คนของเราพัฒนาตัวเอง
“การปลูกคนของสมเด็จย่ามีมาโดยตลอด ตั้งแต่ทรงเลี้ยงพระราชโอรสพระราชธิดาด้วยพระองค์เอง ต่อมาทรงมีพระราชดำริให้ตั้งมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เพื่อช่วยให้ประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เพราะการเจ็บป่วยของคนเป็นเรื่องสำคัญทำให้ไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ ต่อมาทรงเห็นว่าการศึกษาต้องช่วยให้ทัดเทียมกับคนที่อยู่ในเมือง จึงทรงสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนขึ้น”
จากน้ำพระราชหฤทัยทำให้ชาวเขาเรียกพระองค์ว่า แม่ฟ้าหลวง เนื่องจากพระองค์เสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ชาวเขาเห็นว่าทรงมาจากฟ้า และหลวงเป็นคำที่ยิ่งใหญ่”
ท่านผู้หญิงบุตรีกล่าวว่า เพราะสมเด็จย่าทรงให้มาตลอด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีรับสั่งให้สร้างอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีหลังวัดอนงคารามวรวิหาร และให้ประชาชนเข้าชมฟรี ทรงมีพระราชดำรัสว่า “อยากให้คนไม่ลืมแม่” มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯดำเนินงานตามรอยสมเด็จย่าช่วยคนให้เป็นคน ปลูกฝังนิสัยที่ดี พัฒนาความรู้ ความสามารถเพื่อให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ และได้นำพระราชปณิธานนี้มาสานต่อ จึงเป็นที่มาของกิจกรรมวันนี้อะไรที่พอจะพัฒนาได้ก็ให้พัฒนา อะไรที่พอจะช่วยชาวบ้านได้ก็ช่วยต่อไป
ด้าน ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวถึงที่มาของการจัดทำโครงการนี้ว่า “เรามองว่าชาวบ้านในพื้นที่ดอยตุงที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพล้วนเป็นคนที่ตั้งใจ มีความพยายาม และมีความรู้ความสามารถ แต่คนเมืองยังไม่ค่อยได้รับรู้แง่มุมนี้มากนัก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯจึงริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อเชื่อมคนดอยกับคนเมือง โดยเชิญนักสร้างสรรค์ที่เป็นที่รู้จักและยอมรับในสังคมมาเป็นตัวแทนคนเมืองเชื่อมองค์ความรู้ และออกแบบผลิตภัณฑ์ดอยตุงให้คนในวงกว้างมีโอกาสสัมผัสมากขึ้น

สมบัษร ถิระสาโรช นักสร้างสรรค์ด้านการจัดงานชื่อดังของเมืองไทย กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่มีโอกาสเข้าร่วมกับโครงการนี้ โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกแบบและผลิตร่วมกับชาวบ้านคือ พรมยิง อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ชื่อดังของดอยตุง โดยตั้งชื่อผลงานว่า “ทูเดย์ อิส มาย กู๊ด เดย์” (Today is My Good Day) มาจากแนวคิด “ถ้าเราเชื่อมั่นว่าวันนี้เป็นวันที่ดี ทุกๆ วันก็จะเป็นวันที่ดีด้วย” โดยแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากลายเสื้อผ้าชาวเขาและภาพมุมสูงของดอยตุง

ขณะที่กูรูด้านแฟชั่นชื่อดัง กุลวิทย์ เลาสุขศรี เลือกนำผ้าทอฝีมือชนเผ่ามาออกแบบเป็นกระเป๋าดีไซน์โมเดิร์น กล่าวว่า ในฐานะที่เดินทางไปชมแฟชั่นมาแล้วรอบโลก รู้สึกทึ่งกับฝีมือชาวไทยภูเขา โดยเฉพาะชาวดอยตุงที่ได้รับโอกาสพัฒนาฝีมือผลิตสินค้าคุณภาพ ได้เห็นแววตาและรอยยิ้มก็รับรู้ว่าทุกคนทำด้วยความสุข ทำงานด้วยใจ ซึ่งการมาร่วมโครงการในครั้งนี้หวังว่าจะมาช่วยต่อยอดให้สังคมเห็นผลงานที่มีคุณภาพแบบนี้ในวงกว้างมากขึ้น
ทั้งนี้ กุลวิทย์ยังได้รับความร่วมมือจาก 3 แบรนด์แฟชั่นคนไทย ได้แก่ เมททีค (Mettique) แบรนด์ที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตกระเป๋าหนังแฮนด์เมด สร้างสรรค์กระเป๋า โท้ท (Tote) สำหรับผู้ชาย ผู้หญิง เลือกใช้ผ้าใยกัญชงของดอยตุงที่มีความหนา เพิ่มดีไซน์ให้ดูทันสมัยด้วยหนังสีน้ำเงินและสีน้ำตาลที่หูจับ พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานภายใน

นาชา (Nasha) แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยผู้ชนะเลิศการประกวด “โว้ก ฮู ออน เนคท์ 2014” (Vogue Who’s on Next 2014) นำเอาผ้าทอของดอยตุงลายขาว-ดำมาออกแบบเป็นคลัตช์เหลี่ยมทรงโก้ เพิ่มสีสันด้วยหนังชนิดต่างๆ หลากสีตกแต่งให้ดูมีสไตล์ ผลิตขึ้นมาเพียงใบเดียวในโลกเท่านั้น

ลาปาส (Lapas) แบรนด์กระเป๋าเป้หนังผู้ชาย ที่โดดเด่นด้านการใช้งานได้ทุกลุค ทั้งหรูหราและสบายๆ ในวันพักผ่อน ออกแบบกระเป๋าเป้ที่ผสมผสานผ้าทอของดอยตุงกับหนัง เพื่อเพิ่มมิติและโมเดิร์น

ส่วน เข็มอัปสร สิริสุขะ เลือกผลิตภัณฑ์กระดาษสาของชาวดอยตุงมาออกแบบเป็นชุดเครื่องเขียนกระดาษสา ชื่อ “เลอ โวยาช เด เฟลอร์” (Le Voyage des Fleurs) เป็นชื่อภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า การเดินทางของดอกไม้ แรงบันดาลใจจากพระราชจริยวัตรของสมเด็จย่าที่โปรดการนำดอกไม้แห้งมาประดับการ์ดอวยพรและพระราชทานแก่ข้าราชบริพารในโอกาสต่างๆ สร้างสรรค์ออกมาเป็นชุดเครื่องเขียนลายผ้าทอประดับผนังท้องพระโรงในพระตำหนักดอยตุง ซึ่งกลุ่มพัฒนาสตรีชาวบ้านกาดเชียงใหม่น้อมเกล้าฯถวายสมเด็จย่า


ปิดท้ายกับตัวแทนศิลปินชนเผ่าจากดอยตุงเป็นช่างปั้นเซรามิก ชื่อ ยี่จาง นามแค นำผลิตภัณฑ์เซรามิกซึ่งร่วมกับทีมดอยตุงออกแบบทั้งหมด 6 ชุดมาจำหน่ายภายในงาน ได้แก่ ชุดที่ 1 ชื่อ “สวนแม่ฟ้าหลวง” ชุดที่ 2 ชื่อ “ผ้าซิ่น” ชุดที่ 3 ชื่อ “ชนเผ่า” ชุดที่ 4 ชื่อ “ความแห้งแล้งในท้องนา” ทุ่งนาที่แตกระแหงในหน้าแล้งรอความชุ่มฉ่ำจากฤดูฝน ชุดที่ 5 ชื่อ “ความทรงจำวัยเด็ก” กิจกรรมเป่าฟองสบู่ และชุดที่ 6 ชื่อ “เมล็ดพันธุ์แห่งดอยตุง” มาจากแมคคาเดเมีย พืชเศรษฐกิจหลักของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ



ด้านบรรยากาศภายในงานจัดเป็นนิทรรศการแสดงผลงาน โดยมีเซเลบริตี้คนดังร่วมชมงานคับคั่ง อาทิ คุณหญิงพวงร้อย-พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา, ชฎาทิพ จูตระกูล, เกตุวลี นภาศัพท์, สุรัชนี ลิ่มอติบูลย์, วลัยทิพย์ จรณะจิตต์, นันดา ไกรฤกษ์, ดิสพล จันศิริ, ภัทท-ณัฐนันท์ สหวัฒน์ เป็นต้น
ซึ่งปรากฏว่าผลิตภัณฑ์พิเศษที่นำมาโชว์และจำหน่ายภายในงาน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ถูกคนดังจับจองเป็นเจ้าของกันตั้งแต่งานยังไม่เริ่ม ทำเอาชาวดอยตุงและนักสร้างสรรค์ที่มาร่วมโครงการฯ ยิ้มแก้มปริไปตามๆ กัน
ทั้งนี้ผลงานทั้งหมดจะถูกจัดแสดงให้ชม ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 ณ ลาน ครีเอทีฟ แล็บ (Creative Lab) ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ สอบถาม โทร 0-2252-7114 ต่อ 236 และ www.facebook.com/DoiTungClub
สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าสู่คนรุ่นใหม่








